สำหรับ Al Diaz ประวัติความเป็นมาของ SAMO© ไม่เคยเรียบง่ายเหมือนเรื่องราวที่ผู้คนเล่าขานกันมา โปรเจกต์นี้ก่อกำเนิดขึ้นร่วมกับ Jean-Michel Basquiat ในช่วงปลายยุค 1970s และหลังจากนั้น SAMO© ก็ถูกหลอมรวมเข้ากับตำนานของ Basquiat โดยมักถูกอธิบายว่าเป็นเพียงนามแฝง ลายเซ็นกราฟฟิตี้ธรรมดาๆ หรือคำย่อของ “Same Old Shit” แต่ Diaz กลับมองต่างออกไป สิ่งที่เด็กหนุ่มทั้งสองคนสร้างสรรค์ขึ้นนั้นเปรียบได้กับผลิตภัณฑ์ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาใหม่ นั่นคือซีรีส์ข้อความเสียดสีที่ซ่อนความหมายลึกลับ ซึ่งตั้งใจเขียนให้ทุกคนที่เดินผ่านไปมาบนท้องถนนในย่านดาวน์ทาวน์ของนิวยอร์กได้อ่าน ไม่ใช่แค่สื่อสารกับศิลปินกราฟฟิตี้ด้วยกันเองเท่านั้น
เกือบห้าทศวรรษต่อมา Diaz ยังคงต่อต้านเรื่องราวประวัติศาสตร์ฉบับรวบรัดนั้น “ผมจะไม่ยืนทนฟังประวัติศาสตร์ที่ตัวเองมีส่วนร่วมถูกนำไปเล่าแบบผิดๆ หรอกนะ” เขาบอก “ผมไม่ใช่คนที่จะนั่งเงียบๆ ปล่อยให้มันผ่านไป”
บทสนทนานั้นถูกนำมาต่อยอดเป็น ‘SAMO: TRANSATLANTICATION’ นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของ Diaz ในลอนดอน ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ D’Stassi Art นอกเหนือจากผลงานแคนวาสชุดใหม่ของ SAMO© นิทรรศการนี้ยังนำเสนอผลงานจากซีรีส์ป้ายรถไฟใต้ดินที่เขาทำมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผลงานสื่อผสม ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพกว้างของตัวศิลปินที่มีความผูกพันกับภาษาและพัฒนามาไกลเกินกว่าโปรเจกต์สมัยวัยรุ่น
เราได้พูดคุยกับ Diaz ถึงจุดกำเนิดที่แท้จริงของ SAMO© การทำงานร่วมกับ Basquiat ก่อนที่ตำนานจะเข้ามาแทนที่ความจริง เหตุผลที่ว่าทำไมคำว่า “Same Old Shit” จึงเป็นการตีความที่ผิดจุด และการได้หวนกลับมาทบทวนประวัติศาสตร์นั้นในอีกเกือบ 50 ปีให้หลังมีความหมายอย่างไร
นิทรรศการนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และคุณมีความสัมพันธ์กับแกลเลอรีนี้อย่างไรบ้าง?
ผมจำได้ว่าน่าจะเจอกับ Michael Howes ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงานของแกลเลอรีช่วงปี 2019 หรือ 2020 ประมาณหกปีที่แล้วครับ ตอนนั้นเราได้ทำงานคอลแลบอเรชั่นร่วมกับศิลปินคนหนึ่งที่เราเป็นตัวแทนให้
หลังจากนั้น เราก็ทำผลงานภาพพิมพ์ออกมาสองภาพ เราทำงานนั้นด้วยกันและติดต่อกันมาตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พวกเขาพูดถึงการจัดนิทรรศการที่เน้นไปที่ผลงาน SAMO เป็นหลัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมทำร่วมกับ Basquiat เมื่อปี 1978
คุณนำ SAMO กลับมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้งในปี 2016 อะไรทำให้คุณตัดสินใจกลับมาทำมันอีกหลังจากผ่านไปหลายปีขนาดนั้น?
แรงจูงใจทั้งหมดเกิดจากความจริงที่ว่า SAMO กลายเป็นงานกราฟฟิตี้ที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกเพราะคนเอาไปเชื่อมโยงกับ Basquiat แต่เรื่องราวมันถูกบิดเบือนมานานหลายทศวรรษ ทั้งเรื่องที่ผมเป็นอีกครึ่งหนึ่งของ SAMO และความจริงที่ว่าผมต่างหากคือนักศิลปะกราฟฟิตี้ตัวจริง เพราะถึงแม้ Basquiat จะเคยพ่นสเปรย์บนกำแพงหรืออะไรพวกนั้นก็เถอะ แต่เขาไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่คนทั่วไปนึกถึงเมื่อพูดคำว่า “ศิลปินกราฟฟิตี้” อย่างการพ่นสีตามรถไฟใต้ดินในนิวยอร์ก หรือมูฟเมนต์ทั้งหมดนั้น เขาไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของตรงนั้นเลยจริงๆ
แล้ว SAMO ก็ไม่ใช่กราฟฟิตี้ตามรถไฟใต้ดิน แถมยังไม่ใช่ลายเซ็นตามกำแพงด้วยซ้ำ มันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของซับคัลเจอร์นั้น แต่มันมาจากจุดที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง มันออกไปทางศิลปะเชิงคอนเซ็ปชวล เป็นงานเขียนที่เน้นแนวความคิดมากกว่า
ส่วนหนึ่งของการกลับมาครั้งนี้เป็นเพราะต้องการแก้ไขประวัติศาสตร์ของ SAMO และบทบาทของคุณในนั้นให้ถูกต้องด้วยหรือเปล่า?
ผมอยากสร้างความกระจ่างว่ามันคืออะไร อยากสร้างผลงาน SAMO ขึ้นมาจริงๆ เพื่อให้คนได้เห็น ได้อ่าน และเข้าใจว่าส่วนใหญ่มันไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขาคิด ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะข้อมูลที่ผิดเพี้ยน อินเทอร์เน็ต และการก๊อปปี้ข้อมูลจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือมาแปะต่อๆ กัน และอื่นๆ อีกมากมาย นั่นคือวิธีที่ประวัติศาสตร์หลายเรื่องของเราถูกนำมาบอกเล่าและแพร่กระจายออกไป ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ผิด
มันจึงเป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องทำให้เรื่องนี้ชัดเจน และนั่นคือเหตุผลที่ผมรื้อฟื้น SAMO กลับมาในปี 2016 ไม่ใช่ว่าผมพยายามจะเกาะกระแสหรือฉวยโอกาสอะไรหรอกนะ แต่มันเป็นเพราะผลงานชิ้นนี้มีส่วนที่เป็นของผมอยู่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ประเด็นก็คือถ้ามันจะได้รับการยกย่อง คุณก็ต้องยกย่องเรื่องราวทั้งหมด รวมถึงตัวผมด้วย
ผมจะไม่ทนยืนฟังประวัติศาสตร์ที่มีส่วนร่วมของตัวเองถูกนำไปเล่าแบบผิดๆ ผมทำแบบนั้นไม่ได้ ผมไม่ใช่คนที่จะยอมนั่งเงียบๆ ปล่อยผ่านเรื่องพวกนี้
“คนมักจะคิดกันไปเองว่ามันย่อมาจาก หรือแปลว่า ‘same old shit’ แต่มันไม่ใช่แบบนั้นเลย”
Al Diaz เป็นใครก่อนที่จะมาทำโปรเจกต์ SAMO?
ผมเกิดในย่านโลเวอร์อีสต์ไซด์ เป็นชาวเปอร์โตริโกที่พูดได้สองภาษา ภาษาก็เลยกลายเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับผมตั้งแต่ยังเด็ก จากประสบการณ์ของผม เวลาที่คุณพูดได้สองภาษา คุณจะเริ่มเห็นคุณค่าของมัน เพราะคุณสามารถเล่นสนุกกับภาษาได้หลากหลายรูปแบบ คุณจะสลับกระบวนการคิดและแม้แต่ตอนฝันก็ต้องสลับรูปแบบภาษาไปมา แล้วคุณก็จะนำทั้งสองอย่างมาผสมผสานกันได้
ผมเติบโตในบ้านพักรัฐบาลย่านโลเวอร์อีสต์ไซด์ช่วงยุค 60s และ 70s ผมยังเคยไปใช้ชีวิตอยู่แถววอชิงตันไฮท์สอยู่พักหนึ่ง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นแหล่งกำเนิดคัลเจอร์กราฟฟิตี้ของนิวยอร์กเลยก็ว่าได้ ช่วงปี 1971 ตอนอายุราว 12 ขวบ ผมเริ่มหลงใหลในศิลปะแขนงนี้มากๆ มันไม่ใช่สิ่งที่จะเห็นได้บ่อยนักในละแวกที่ผมโตมาในโลเวอร์อีสต์ไซด์ ผมก็เลยเหมือนเป็นคนนำเข้าคัลเจอร์นี้เข้ามาเอง
ตอนอายุ 12 ผมคงกำลังตามหาตัวตนของตัวเองล่ะมั้ง แล้วผมก็กลายมาเป็นศิลปินกราฟฟิตี้
คุณไปรู้จักกับ Basquiat ได้อย่างไร?
ผมคลุกคลีกับงานศิลปะมาตั้งแต่เด็ก ก็เลยได้เข้าไปเรียนที่ High School of Art and Design แต่ผมเรียนอยู่ที่นั่นได้สามปี ซึ่งเป็นช่วงที่ผมอินกับคัลเจอร์กราฟฟิตี้หนักมาก ผลก็คือผมเรียนไม่รอด เพราะมัวแต่เอาเวลาไปโฟกัสกับการพ่นกำแพงมากกว่าจะตั้งใจเรียนให้จบ
พอถึงเกรด 11 ผมก็ถูกเชิญออก แล้วพวกเขาก็แนะนำให้ไปเรียนโรงเรียนทางเลือกแนวทดลองแทน และที่นั่นเองที่ผมได้พบกับ Jean-Michel ผมเจอ Jean-Michel Basquiat ที่ City-As-School ซึ่งเป็นโรงเรียนทางเลือกที่ผมพูดถึง เรากลายเป็นเพื่อนกัน และโปรเจกต์กราฟฟิตี้ SAMO ก็เกิดขึ้นหลังจากเรารู้จักกันประมาณหนึ่งปี
คุณเรียก SAMO ว่าเป็น “ผลิตภัณฑ์ในจินตนาการ” ไอเดียเบื้องหลังเรื่องนี้คืออะไร?
คนมักจะคิดกันไปเองว่ามันย่อมาจาก หรือแปลว่า “same old shit” แต่มันไม่ใช่แบบนั้น ตัวคำมันเพี้ยนมาจากคำว่า “same old, same old” แต่ความจริงมันจะเป็นอะไรก็ได้ มันแค่กลายมาเป็นคำว่า SAMO เพราะเป็นคำที่เราใช้กันอยู่แล้ว มันเป็นส่วนหนึ่งของภาษาพูด เป็นคำศัพท์เฉพาะในกลุ่มเพื่อนของเรา เราเลยหยิบมันมาใช้และใส่ความหมายใหม่เข้าไป
Jean-Michel เขียนเรื่องสั้นลงหนังสือพิมพ์ของโรงเรียน ซึ่งเราทั้งคู่ต่างก็เป็นทีมงาน มันเป็นเรื่องราวแฟนตาซีเกี่ยวกับผู้ชายคนหนึ่งที่มีซุ้มขายศาสนา และความพิเศษของวันนั้นก็คือ ศาสนาที่เขาพยายามขายให้กับคนที่เข้ามาถามหาศาสนามีชื่อว่า SAMO คำที่เราใช้เล่นๆ ในกลุ่มเพื่อนเลยถูกแปลงร่างให้กลายเป็นศาสนานี้ไปซะอย่างนั้น
จากนั้นเราก็ก้าวไปอีกขั้น เราทำแผ่นพับพร้อมภาพวาดของคนที่เคยมีประสบการณ์กับ SAMO มันเหมือนเป็นการให้การเป็นพยาน สิ่งที่เราพยายามทำคือการสร้างลัทธิหรือศาสนาอะไรสักอย่างที่ให้ผลลัพธ์ระดับเปลี่ยนชีวิต เราไม่เคยอธิบายว่าจริงๆ แล้วมันทำงานยังไง แต่ที่แน่ๆ คือมันจะเปลี่ยนชีวิตคุณ มันเป็นเหมือนตลกร้ายที่ล้อเลียนเรื่องลัทธิและศาสนา หรือจะมองว่ามันเป็นยาก็ยังได้
คุณจดจำอะไรได้มากที่สุดเกี่ยวกับการทำงานกับ Basquiat ก่อนที่เขาจะมีชื่อเสียงและกลายเป็นตำนาน?
เขาเป็นคนพูดจานุ่มนวลนะ แต่ก็เป็นคนที่มีความตั้งใจและเด็ดเดี่ยวมากกับสิ่งที่เขาอยากทำ แถมเขายังเป็นคนที่สื่อสารได้ชัดเจนมากๆ ประโยคต่างๆ ที่เขาสื่อออกมาในสิ่งที่เราทำด้วยกันมักจะออกมาดีเสมอ ในโปรเจกต์นั้นเราสองคนทำงานเข้าขากันได้ดีทีเดียว
ตอนนั้นเขายังเด็ก อายุน้อยกว่าผมประมาณปีครึ่ง ความสัมพันธ์ของเราเลยออกมาในแนวพี่ชายกับน้องชาย แต่เขากลับมีความคิดที่เป็นผู้ใหญ่มาก มีไอเดียเจ๋งๆ และเป็นคนตลก เขาเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมแบบสุดๆ หัวไวมากจริงๆ
“แวดวงกราฟฟิตี้เป็นชุมชนที่ค่อนข้างปิด ศิลปินกราฟฟิตี้ส่วนใหญ่จะพ่นงานให้ศิลปินคนอื่นๆ ดูเป็นหลัก”
แล้วสิ่งนั้นมันเปลี่ยนมาเป็นข้อความ SAMO ที่ผู้คนเห็นตามท้องถนนได้อย่างไร?
เราเริ่มเขียนคำอธิบายเหล่านี้: “SAMO เป็นทางเลือกแทนพระเจ้า” “SAMO สำหรับคุณ” “SAMO คือจุดจบของศาสนาที่ล้างสมอง การเมืองที่ไร้จุดหมาย และปรัชญาจอมปลอม” “SAMO คือจุดจบของความเป็นปัจเจกที่ถูกผลิตซ้ำเป็นจำนวนมาก”
วลีที่ร้อยเรียงมาอย่างสละสลวยทั้งหมดนี้จะดึงดูดความสนใจของผู้คน จนทำให้พวกเขาสงสัยว่า “นี่มันคืออะไรกัน?” นั่นคือจุดเริ่มต้นและเป็นจุดที่เรานำมันมาต่อยอด เราเขียนข้อความพวกนี้ด้วยกัน ช่วยกันเกลา ปฏิเสธบางอันทิ้งไป และคงรูปแบบลายมือที่เป็นตัวบรรจงเหมือนนักเขียนแบบ เพื่อให้มันดูเหมือนการพิมพ์บล็อกสกรีน ไม่ให้เหมือนลายเซ็นกราฟฟิตี้เลยแม้แต่น้อย
แวดวงกราฟฟิตี้เป็นชุมชนที่ค่อนข้างปิด ศิลปินกราฟฟิตี้ส่วนใหญ่จะพ่นงานให้ศิลปินคนอื่นๆ ดูเป็นหลัก แต่สิ่งที่เราทำมันต่างออกไป เราทำเพื่อสื่อสารกับคนทั่วไป นี่แหละคือเหตุผลที่เราใช้ตัวหนังสือแบบบล็อก อย่างที่ผมบอกไป มันไม่ใช่ลายเซ็น แต่มันคือข้อความ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ผลงานของเราโดดเด่นและแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
คำว่า ‘Transatlantication’ มีที่มาจากไหน?
ผมคิดขึ้นมาเองครับ การตั้งชื่อนิทรรศการมันค่อนข้างท้าทาย ผมอยากได้ชื่อที่บอกทิศทาง เป็นคำที่บ่งบอกถึงสถานที่จัดงานจริงๆ ผมเลยเลือกคำว่า “transatlantic” เพราะนี่คือนิทรรศการครั้งแรกของผมในลอนดอน ผมว่ามันเป็นการเล่นคำที่ดี แล้วพวกเขาก็เห็นด้วย
นอกเหนือจากผลงาน SAMO แล้ว คุณนำผลงานชิ้นไหนมาจัดแสดงอีกบ้าง?
งานป้ายครับ สิ่งที่ผมเรียกว่าป้ายข้อความหรือป้ายรถไฟใต้ดิน มีผลงานสามชิ้นที่เพนต์ด้วยมือจริงๆ ปกติผมจะใช้เทคนิคภาพพิมพ์ซะเยอะกับงานพวกนี้ แต่งานเซ็ตนี้อยู่บนผืนผ้าใบและผมก็วาดตัวอักษรลงไปเอง ผมใช้สเตนซิลเพื่อขึ้นโครงสร้างพื้นฐานของตัวอักษร แต่งานเหล่านี้คือการเพนต์ด้วยมือ นอกจากนี้ยังมีผลงานสื่อผสมอีกสองสามชิ้นที่ผมนำมาจัดแสดงด้วย
งานมันก็มีความขบถแบบสตรีทอาร์ตอยู่นะ แต่ก็มีลวดลายหรือความจำเจบางอย่างของสตรีทอาร์ตที่ผมพยายามจะหนีให้ห่าง อย่างเช่น รูปวาดมิกกี้เมาส์สิบล้านตัวอะไรพวกนั้น มันไม่ได้น่าสนใจขนาดนั้น งานของผมเลยดูเป็นผู้ใหญ่กว่าสตรีทอาร์ตแบบตรงไปตรงมานิดหน่อย