ทุกวันนี้เราอยู่ในโลกที่สิ่งเร้าทุกอย่าง ทุกข้อมูลทุกจุด ถาโถมเข้ามาด้วยความคมชัดระดับสูงไม่รู้จบ ยิ่งเราวิ่งไล่ทุกอย่างที่อัลกอริทึมป้อนมาไว้ตรงหน้าเท่าไร พื้นที่ที่จะหันกลับเข้ามามองข้างในตัวเองยิ่งหายไปเท่านั้น คอลเล็กชัน Spring/Summer 2027 ของ SAN SAN Gear เริ่มต้นจากแรงตึงเครียดตรงจุดนั้นเลย ในขณะที่ทั้งโลกแข่งกันเพิ่มความละเอียดให้คมกริบ แบรนด์จาก Seoul แบรนด์นี้กลับเลือกเดินสวนทาง: พวกเขาตั้งชื่อซีซันนี้ว่า “Soft Focus” คือการศึกษาเรื่องการตั้งใจทำให้ภาพพร่าเลือนอย่างมีสติ
นับตั้งแต่เริ่มจากสตูดิโอเล็ก ๆ ใน Seoul เมื่อปี 2019 SAN SAN Gear ค่อย ๆ ขยายไปถึง Paris, Tokyo และ London โดยไม่จำเป็นต้องโอนอ่อนตามทุกกระแส แต่ค่อย ๆ สร้างมุมมองผ่านเสื้อผ้า แทนที่จะวิ่งตามแค่ทรงหรือกราฟิก ซึ่งกลายเป็นท่าทีที่ได้รับการยอมรับบนเวทีระดับโลก ในโชว์รูมของตัวเองช่วง Paris Fashion Week แบรนด์ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ซีซันใหม่ผ่านเทคนิคกลับด้านตัวผ้าหน้า–หลัง และประติมากรรม analog automata ที่จัดวางทั่วทั้งสเปซ เราได้นั่งคุยกับ Director Lee Sang-yeop ผู้ที่มองคำว่า “hype” เป็นเรื่องรอง และปฏิบัติกับทุกซีซันเสมือนเป็นซีซันแรก
คุณเริ่มจากสตูดิโอเล็ก ๆ ใน Seoul เมื่อปี 2019 และตั้งแต่เดือนมกราคม 2024 ก็พาคอลเล็กชันมาโชว์ที่ Paris ทุกซีซัน ตอนนี้ต้องเผชิญหน้ากับบรรดาไบเยอร์และสื่อระดับโลก รู้สึกอย่างไรบ้าง?
ตอนเริ่มทำในปี 2019 เราไม่ได้มีเป้าหมายยิ่งใหญ่เลย คำถามเดียวจริง ๆ คือจะทำยังไงให้ไปถึงซีซันถัดไป เราแค่ทำเสื้อผ้าที่ตัวเองเชื่อ แล้วปล่อยมันออกไปสู่โลก แล้วมันก็ค่อย ๆ พาเรามาถึงจุดนี้ ผมมาที่ Paris ทุกซีซัน แต่พูดตามตรงคือมันไม่เคยกลายเป็นความคุ้นชินเลย ที่นี่คือที่ที่แบรนด์จากทุกที่บนโลกถูกตัดสินด้วยมาตรฐานเดียวกัน แค่ความเว่อร์วังหรือกระแสฮือฮาอย่างเดียวอยู่ให้รอดนานไม่ได้ สุดท้ายสิ่งที่เหลืออยู่คือเสื้อผ้าจริง ๆ และความเป็นต้นฉบับที่แบรนด์มีอยู่ สำหรับผมแล้ว Paris ไม่ใช่เมืองไว้ฉลอง แต่มันคือบททดสอบที่เย็นชาและมองทะลุ ว่าสัมผัสและเซนส์ที่เราสร้างมาทีละซีซันใน Seoul ยังยืนอยู่ได้ไหมเมื่อข้ามภาษาและพรมแดนไป ผมรู้สึกได้ว่ามีคนเริ่มเข้าใจสิ่งที่เราทำมากขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละซีซัน ซึ่งก็ทำให้โล่งใจ แต่ผมพยายามไม่ปล่อยให้ตัวเองหลงระเริง ทุกซีซันยังรู้สึกเหมือนก้าวแรกเสมอ และผมเชื่อว่าทันทีที่เราทิ้งความรู้สึกแบบนั้นไป ตัวตนของ SAN SAN Gear เองก็จะเริ่มพร่ามัวตามไปด้วย
ตอนนี้เสื้อผ้าของคุณวางขายในร้านอย่าง GR8 ที่ญี่ปุ่น และ GOODHOOD ในอังกฤษ คุณคิดว่าไบเยอร์ต่างชาติรู้สึกว่าอะไรใน SAN SAN Gear ดูสดใหม่ แบบเดียวกับที่แฟน ๆ ในบ้านเกิดหลงรักอยู่แล้ว?
ไบเยอร์มักจะพูดเหมือนกันหมดว่า เสื้อผ้ามันฟังก์ชันนัลแต่ไม่เย็นชา และมีความสตรีตแต่ไม่ดูเบาในเชิงคอนเซ็ปต์ สำหรับผมจริง ๆ แล้ว เสื้อยืดกราฟิกหรือทรงฮู้ดดี้ไม่ได้เป็นตัวนิยามคำว่า street เลย “street” สำหรับผมเกี่ยวกับวิธีมองโลกที่เฉพาะตัวมากกว่ารูปทรงของเสื้อผ้า แทนที่จะเดินตามคู่มือสำเร็จรูป เรามองเสื้อผ้าเป็นเหมือนคลังเก็บข้อมูลภายในโลกทัศน์ที่เรากำหนดขึ้นเอง และผมคิดว่าท่าทีแบบนี้แหละที่ไปสะท้อนกับคนต่างประเทศ คำชมที่ผมชอบที่สุดคือเวลามีคนบอกว่าเจอดีเทลบางอย่างในหมวดเสื้อผ้าที่คุ้นตา แต่ไม่เคยเห็นใครทำแบบนี้มาก่อนจริง ๆ
ธีมของซีซันนี้คือ “Soft Focus” ประโยคที่พูดถึง “โลกที่ต้องการความคมชัดสูงสำหรับทุกอย่าง” ดูโดดเด่นมาก มีช่วงเวลาส่วนตัวอะไรไหมที่ทำให้คุณมาถึงคอนเซ็ปต์นี้?
ทุกวันนี้คนเราใช้ชีวิตผ่านข้อมูลและสิ่งเร้ามากกว่าที่ตัวเองจะรับไหวแทบทุกชั่วโมงที่ลืมตา สิ่งที่เราถูกบอกให้ดู ให้รีแอ็กต์ ให้พิสูจน์ด้วยตัวเลข ทั้งหมดโผล่มาตรงหน้าในความคมชัดระดับเดียวกันไปหมด อัลกอริทึมก็ผลักของใหม่ ๆ เข้ามาไม่หยุด เราเลยเอาโฟกัสทั้งหมดไปใช้กับการตามให้ทัน จนไม่เหลือพื้นที่จะหันกลับมามองตัวเอง แต่ผมสังเกตว่าพอยิ่งพยายามจะทำทุกอย่างให้คมชัดเท่าไร สิ่งที่สำคัญกลับยิ่งพร่ามากขึ้นเท่านั้น ผมเลยเริ่มคิดว่า เราอาจต้องมองภาพรวมทุกอย่างเอาไว้ แต่ตั้งใจปล่อยให้บางส่วนอยู่นอกโฟกัส — สรุปคือเลือกเองว่าสิ่งไหนสมควรชัด และสิ่งไหนไม่จำเป็น มันไม่ใช่การปิดกั้นโลกภายนอก แต่มันเหมือนการมองเห็นบางอย่างชัดเจนอยู่ในสายตา แล้วเลือกที่จะปล่อยให้มันพร่าและผ่านไปเอง พอเราเอาโฟกัสส่วนหนึ่งกลับคืนมา ช่องว่างให้หายใจกับตัวตนจริง ๆ ของเราก็เพิ่งจะเปิดออก “Soft Focus” คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราแปลความคิดแบบนั้นออกมาเป็นเสื้อผ้า
คุณวาดภาพเพอร์โซนาของซีซันนี้เป็นคนที่อ่านหนังสือบนขนส่งสาธารณะระหว่างเดินทางกลับบ้าน หรือออกไปดูไลฟ์คอนเสิร์ตช่วงเย็น คุณจินตนาการว่าวันหนึ่งของคนคนนี้จะเป็นแบบไหนเมื่อเขาสวม SAN SAN GEAR?
ผมจินตนาการถึงคนที่รักษาจังหวะและรสนิยมของตัวเองเอาไว้กลางเมืองที่เย็นชาและจำเจซ้ำเดิมทุกวัน คนที่หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านแม้อยู่ในขบวนรถใต้ดินแน่นขนัดเต็มไปด้วยเสียงไม่หยุด หรือคนที่เลิกงานแล้วออกไปดูโชว์ของศิลปินคนโปรด และมอบตัวเองให้กับช่วงเวลานั้นอย่างเต็มที่ แทนที่จะรับเอาสิ่งเร้าทุกชิ้นที่พุ่งเข้ามา พวกเขาตั้งใจปล่อยให้บางอย่างผ่านเลยไปอยู่นอกโฟกัส เพื่อจะได้เก็บสมาธิไว้กับสิ่งที่สำคัญจริง ๆ สำหรับตัวเอง ผมอยากให้ SAN SAN GEAR เป็นเหมือนเกราะที่ยืดหยุ่นและไว้ใจได้ คอยปกป้องคนคนนั้นจากเสียงรบกวนรอบตัวในช่วงเวลานั้นพอดี มันไม่จำเป็นต้องเป็นวันดราม่าหนักหนาอะไร แค่เสื้อผ้าช่วยปกป้องวันธรรมดาที่เขาได้ใช้ชีวิตในแบบของตัวเองก็พอแล้ว
ดีเทลการกลับด้านผ้าหน้า–หลังในคอลเล็กชันนี้โดดเด่นมาก ตอนพัฒนาไอเดียนี้คุณคุยกับทีมดีไซน์กันอย่างไรบ้าง?
ตอนที่เรากำลังคิดว่าจะถ่ายทอด “Soft Focus” ให้กลายเป็นโปรดักต์จริง ๆ ยังไง เรามาลงที่ไอเดียว่า ธีมนี้จะทำงานก็ต่อเมื่อชิ้นเดียวกันเก็บทั้งพื้นผิวภายนอกที่คมชัด และแก่นด้านในที่หยาบกว่า พร่ากว่า เอาไว้พร้อมกัน ตรงนั้นแหละที่ทำให้เราเริ่มเล่นกับการกลับด้านและผสมผสานหน้ากับหลังของตัวผ้า พอพูดคุยกันต่อไป มันพัฒนาเป็นการพิมพ์กราฟิกไว้ด้านในของเสื้อ T-shirt แล้วปล่อยให้ดีไซน์ทะลุออกมาด้านนอกเป็นเพียงเงาเลือน ๆ ที่ตั้งใจให้พร่า แทนที่จะวางกราฟิกคมกริบไว้ตรงกลางด้านหน้าแบบปกติ ภาพที่เนียนกริบจะซ่อนอยู่ข้างใน เหลือเพียงอาฟเตอร์อิมเมจที่โผล่มาด้านนอก มันแทบจะเหมือนอะไรบางอย่างที่มีแค่คนใส่เท่านั้นที่รู้ — หรือเป็นสิ่งที่คนเดินผ่านอาจเพิ่งจะสังเกตเห็นทีหลังก็ได้ นี่คือส่วนที่ผมคิดว่าเสื้อผ้าจับหัวใจของธีมนี้ได้ดีที่สุด: ไม่มีอะไรที่อ่านออกได้หมดในครั้งเดียว
คุณร่วมงานกับศิลปินชาวเยอรมัน Clemens Fischer นำชิ้นงาน analog automata มาจัดแสดงในโชว์รูม อะไรคือจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้ และคุณอยากสื่อบรรยากาศแบบไหน?
ผมหลงเสน่ห์ความเคลื่อนไหวแบบกลไกดิบ ๆ ของระบบ analog มาตลอด ซึ่งฝั่ง digital เลียนแบบไม่ได้ พอได้เห็นงานของ Clemens Fischer ผมมั่นใจเลยว่ามันเข้ากับมู้ดแบบ analog ที่เรากำลังมุ่งไป ผมติดต่อเขาไปแบบไม่มีคอนเน็กชันมาก่อน เล่าให้ฟังถึงปรัชญาของแบรนด์และไอเดีย “intentional blur” ของซีซันนี้ เขาก็รู้สึกเชื่อมโยงจนความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นจริง กลางโชว์รูม Paris ที่ดูเนียนกริบ ทันสมัย การมีเฟืองและสปริงหมุนอยู่ด้วยท่วงท่ากลไกเทอะทะแบบนั้นมันทำงานคล้ายเบรกเล็ก ๆ ให้กับโลกความละเอียดสูง รายล้อมด้วยเสื้อผ้าฟังก์ชันนัลที่ดูเย็นชา มันเติมความอบอุ่นของมนุษย์และรอยแตกเล็ก ๆ ทางสายตา — เหมือนค่อย ๆ ชะลอข้อความของคอลเล็กชันให้ก้าวเดินช้าลงหนึ่งจังหวะ
ในฐานะแบรนด์ที่บาลานซ์ระหว่างฟังก์ชันกับความแคชวล เส้นแบ่งเดียวที่ SAN SAN Gear จะไม่มีวันข้ามคืออะไร?
มันไม่ใช่ว่าเรามีกฎตายตัวอะไรนัก การยึดถือวิธีมองโลกของตัวเองต่างหากคือมาตรฐาน เราจะไม่จู่ ๆ ดีไซน์เหมือนแบรนด์ hiking แค่เพราะ gorpcore มาแรง และจะไม่ทิ้งตัวตนของตัวเองเพียงเพราะกระแสเริ่มเย็นลง แม้แต่เรื่องบาลานซ์ระหว่างฟังก์ชันกับความแคชวลก็ไม่ใช่การแบ่งเป็นสัดส่วน มันอยู่ที่ว่าเรายังรักษามุมมองของตัวเองไว้ครบไหม เราสามารถทำอะไรที่พื้น ๆ อย่างฮู้ดดี้ แต่ยังมอง และบิดมัน ให้ต่างออกไปได้ ไม่ดราม่าจริงจังเกินไป แต่ก็ไม่ปล่อยปละละเลยเกินไป การยืนอยู่ในช่องว่างระหว่างความสบายกับความตึงเครียดนั่นแหละ คือเส้นเดียวที่เราปกป้องอยู่
คำถามสุดท้าย: คุณอยากบอกอะไรกับผู้ชมทั่วโลกที่เพิ่งรู้จัก SAN SAN Gear ครั้งแรกผ่านโชว์รูมใน Paris และกับแฟน ๆ ที่เกาหลีที่คอยติดตามว่าคุณจะทำอะไรต่อไปอยู่เสมอ?
สำหรับผู้ชมทั่วโลกที่เพิ่งเจอเราครั้งแรกที่ Paris ผมหวังว่า SAN SAN Gear จะถูกจดจำในฐานะแบรนด์ที่เป็นตัวแทนแฟชั่นเกาหลี ผ่านสายตาและวัฒนธรรมของตัวเอง และสำหรับแฟน ๆ ที่บ้านเกิดที่ซัพพอร์ตเรามาเกินกว่าที่เราสมควรได้รับเสียอีก — ต่อให้เราขยายไป Tokyo, Shanghai, Paris และที่อื่น ๆ อีกมากมาย ความแท้จริงที่เป็นรากของเรา ทั้งในแง่แฟชั่นและวัฒนธรรม จะไม่เปลี่ยนไปไหน ผมหวังว่าทุกคนจะยังคอยดูต่อไปด้วยความสนใจ ว่าโลกทัศน์นี้จะขยายตัวออกไปได้อีกแค่ไหน



