Nothing เปิดตัว Phone (4b) และ Ear (3a) จัดเต็มระบบระบายความร้อนระดับเรือธง พร้อมฟีเจอร์อัดเสียงผ่านหูฟัง

Nothing Ear 3a Phone 4b Release Info announcement
Nothing
Nothing Ear 3a Phone 4b Release Info announcement
Nothing
Nothing Ear 3a Phone 4b Release Info announcement
Nothing
Nothing Ear 3a Phone 4b Release Info announcement
Nothing
Nothing Ear 3a Phone 4b Release Info announcement
Nothing
Nothing Ear 3a Phone 4b Release Info announcement
Nothing
Nothing Ear 3a Phone 4b Release Info announcement
Nothing
Nothing Ear 3a Phone 4b Release Info announcement
Nothing
Nothing Ear 3a Phone 4b Release Info announcement
Nothing
Nothing Ear 3a Phone 4b Release Info announcement
Nothing
Nothing Ear 3a Phone 4b Release Info announcement
Nothing

สรุป

Nothing Phone (4b) สมาร์ตโฟนรุ่นแรกในตระกูล (b) ซีรีส์ใหม่ของแบรนด์ จับคู่ชิป Qualcomm Snapdragon 6 Gen 4 สถาปัตยกรรม 4nm กับห้องระบายความร้อน vapour chamber ขนาด 4,400mm² และแบตเตอรี่ใหญ่สุดในสมาร์ตโฟน Nothing ที่ความจุ 6,000mAh

กล้องหลัก 50MP รองรับ OIS และ Ultra XDR ถ่ายภาพแบบประกอบ 13 ไฟล์ RAW เพื่อเก็บรายละเอียดและไดนามิกเรนจ์ที่กว้างขึ้น ขณะที่หน้าจอ Super AMOLED ขนาด 6.77 นิ้ว ให้ความสว่างสูงสุด 2,000 นิต พร้อมรองรับ HDR10+

ด้าน Nothing Ear (3a) มาพร้อมหน่วยความจำแฟลชในตัว 32MB รองรับฟีเจอร์ Audio Snapshot และการอัดเสียงสนทนาโดยตรง เสริมด้วยไดรเวอร์ไดนามิกขนาด 12 มม. ที่ออกแบบใหม่ และการรับรอง LDAC ที่ระดับ 24-bit/96kHz

Nothing เปิดตัวสองโปรดักต์ใหม่ ได้แก่ Phone (4b) สมาร์ตโฟนเครื่องแรกในตระกูล (b) ซีรีส์ใหม่ของแบรนด์จากลอนดอน และ Ear (3a) หูฟังไร้สายเจเนอเรชันล่าสุดจากซีรีส์ (a) ขายดีของแบรนด์ Phone (4b) พัฒนาต่อยอดจาก Phone (4a) ซีรีส์ ด้วยการผสานภาษาดีไซน์ Glyph Bar เข้ากับโครงสร้างแบบ unibody ของ Phone (4a) Pro ที่กวาดเสียงชม ทำงานบนชิป Qualcomm Snapdragon 6 Gen 4 มาพร้อมแบตเตอรี่ 6,000mAh กล้อง 50MP พร้อม OIS และหน้าจอ Super AMOLED ขนาด 6.77 นิ้ว ด้าน Ear (3a) มาพร้อมหน่วยความจำแฟลชในตัว 32 MB รองรับฟีเจอร์ใหม่อย่าง Audio Snapshot และการอัดเสียงสนทนา ไดรเวอร์ไดนามิกขนาดใหญ่ขึ้น 12 มม. และระบบตัดเสียงรบกวน Wideband Active Noise Cancellation ระดับ 45 dB ทั้งสองการเปิดตัวช่วยขยายไลน์สินค้าราคาเอื้อมถึงของ Nothing ให้เข้าใกล้สเปกระดับเรือธงทั้งฝั่งสมาร์ตโฟนและหูฟังมากยิ่งขึ้น

งานประกอบของ Phone (4b) คือนิยามย่อของปรัชญาการออกแบบ Nothing ที่ผ่านการเทสต์และปรับจูนภายในมากกว่า 20 รอบ โมดูลกล้องแบบ soft polymer ใสเคลียร์โดดเด่นด้วยขอบโค้ง 3D ลื่นไหลที่ไล่ระดับเข้าสู่ตัวเครื่องแบบ eco‑polycarbonate unibody เคลือบผิวสามชั้นเพื่อความทนทานและสัมผัสที่กันคราบลายนิ้วมือ ตัวเครื่องรองรับแรงงอได้สูงสุด 600 นิวตัน และผ่านมาตรฐาน IP64 ป้องกันฝุ่นและน้ำ มีให้เลือกในสี Black, White และ Blue โดยแต่ละโทนถูกคาลิเบรตมาเพื่อโชว์โครงสร้างใสแบบซิกเนเจอร์ของ Nothing อย่างเต็มที่ รุ่นลิมิตเต็ด RCB Edition มาในเฉดแดงพิเศษพร้อมโลโก้ Royal Challengers Bengaluru และแพ็กเกจแบบ collector’s edition นับเป็นสมาร์ตโฟนคอลแลบกับ RCB อย่างเป็นทางการครั้งแรก วางจำหน่ายเฉพาะที่ Nothing Flagship Store ในเมือง Bengaluru เท่านั้น

หัวใจของ Phone (4b) คือชิป Qualcomm Snapdragon 6 Gen 4 บนสถาปัตยกรรม 4nm ที่ดันคะแนน AnTuTu ทะลุหลักหนึ่งล้าน มอบประสิทธิภาพที่ทางแบรนด์จัดให้อยู่ในระดับไล่เลี่ยกับ Phone (4a) ชิปเซ็ตทำงานคู่กับ Qualcomm 6th Generation AI Engine ช่วยเร่งการประมวลผลบนเครื่องสำหรับงานถ่ายภาพ การรู้จำเสียง และชุดเครื่องมือ Essential AI ของ Nothing แบบเต็มระบบ โดยไม่ต้องพึ่งการประมวลผลบนคลาวด์ในฟังก์ชันหลัก ๆ ระบบระบายความร้อนใช้ vapour chamber ขนาด 4,400mm² ดีไซน์เฉพาะ วางตำแหน่งแมตช์กับเลย์เอาต์ภายในตัวเครื่อง Nothing ระบุว่าระบบนี้ช่วยให้ Phone (4b) ทำงานได้เย็นลงสูงสุด 2°C ภายใต้การใช้งานหนัก ลดอาการเครื่องร้อนแล้วลดความแรงระหว่างเล่นเกมยาว ๆ หรือถ่ายวิดีโอ 4K แบรนด์เคลมว่าสามารถรองรับเฟรมเรตได้สูงสุด 90 FPS ในเกมอย่างBGMI และ Call of Duty: Mobile, และ 120 FPS ใน Subway Surfers และ League of Legends: Wild Rift.

แบตเตอรี่ 6,000mAh คือเซลล์ความจุใหญ่ที่สุดเท่าที่ Nothing เคยใส่ในสมาร์ตโฟนมาจนถึงตอนนี้ ใช้เทคโนโลยี Safe Cell Technology ของแบรนด์ที่ทนต่อแรงกระแทก สามารถรักษาความจุได้สูงสุดราว 90% หลังชาร์จครบ 1,200 รอบ หรือราวสามปีของการใช้งานทุกวัน การชาร์จแบบสายรองรับกำลังไฟ 33W ชาร์จถึง 50% ได้ในไม่ถึง 30 นาที และเต็ม 100% ในเวลาประมาณชั่วโมงเศษ Nothing เคลมว่า Phone (4b) ใช้งานแบบผสมได้นานสูงสุด 18 ชั่วโมง (ยาวกว่า Phone (4a) ราวหนึ่งชั่วโมง) พร้อมดู YouTube ต่อเนื่องได้นานถึง 22 ชั่วโมง และเลื่อน Instagram ได้สูงสุด 26 ชั่วโมง

ระบบกล้องนำโดยเซนเซอร์หลัก 50MP พร้อม OIS จับคู่กับเลนส์ ultrawide มุมกว้าง 119° และเซนเซอร์วัดแสงรอบทิศทาง 360° ระบบกันสั่นทั้งแบบออปติคัลและอิเล็กทรอนิกส์ทำงานร่วมกับ AI anti‑shake เพื่อคุมความนิ่งให้ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ TrueLens Engine 4 ของ Nothing ขับเคลื่อนโหมด Ultra XDR ซึ่งเป็นการประมวลผลภาพเชิงคอมพิวเตชันที่รวมไฟล์ RAW ถึง 13 เฟรมเป็นช็อตเดียว เพื่อดึงไฮไลต์ให้สว่างขึ้น เก็บรายละเอียดเงาได้ลึกขึ้น และให้สีสันเที่ยงตรงยิ่งกว่าการประมวลผล HDR ทั่วไป ด้านวิดีโอรองรับการถ่าย 4K 30fps พร้อมโหมด dual capture ที่ถ่ายพร้อมกันได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง มีหน้าต่างเซลฟี่ที่ย้ายตำแหน่งได้เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการเล่าเรื่อง ปิดท้ายด้วยเครื่องมือสายครีเอทีฟครบชุด ทั้งฟิลเตอร์สไตล์ Disco และ DV, เซ็ตติ้ง Signature Presets และโหมด Playground สำหรับเล่นสนุกกับมุมมองภาพแบบจัดเต็ม

หน้าจอ Super AMOLED ขนาด 6.77 นิ้วมาพร้อมรีเฟรชเรตแบบปรับได้ 120Hz ความสว่างกลางแจ้ง 1,200 nits และพีคสูงสุด 2,000 nits รองรับ HDR10+ การควบคุมแสงระดับพิกเซลช่วยดันสีดำให้ลึกและคุมโทนสีให้เที่ยงตรง ขณะที่ค่า instant touch sampling rate ระดับ 1,000Hz ทำให้การตอบสนองต่อปลายนิ้วระหว่างเล่นเกมลื่นไหลยิ่งขึ้น Glyph Bar กลับมาในเลย์เอาต์ใหม่ที่เนี้ยบกว่าเดิม บรรจุ mini‑LED ควบคุมแยกได้ 45 ดวง ความสว่างสูงสุด 3,500 nits ใช้แสดงการแจ้งเตือน สถานะชาร์จ และการเตือนแบบคัสตอมได้ในพริบตา ฝั่งซอฟต์แวร์ Nothing OS 4.1 ทำงานบน Android 16 พร้อมแอนิเมชันที่ลื่นขึ้น ระบบปรับเสียง 160 ระดับของแบรนด์ วิดเจ็ต Soundscape ตัวใหม่ และการอัปเดต Android ยาว 3 ปี ควบคู่แพตช์ความปลอดภัย 6 ปี ชุดเครื่องมือ Essential AI ผสานการเข้าถึง ChatGPT แบบเนทีฟทั่วทั้ง UI, คลิปบอร์ด และวิดเจ็ต เคียงข้าง Google Gemini, Circle to Search และ Hey Google ระบบเสียงใช้ลำโพง true dual stereo ที่ Nothing ระบุว่าให้มิติซาวด์สเตริโอดีขึ้นราว 20% เมื่อเทียบกับ Phone (4a)

เปิดตัวเคียงข้าง Phone (4b) Ear (3a) คือเจเนอเรชันใหม่ของซีรีส์ (a) ขายดีจาก Nothing และมาพร้อมฮาร์ดแวร์ฟีเจอร์ใหม่ในไลน์อัป นั่นคือหน่วยความจำแฟลชในตัวขนาด 32 MB ซึ่งรองรับสองความสามารถด้านการบันทึกเสียง ฟีเจอร์ Audio Snapshot ให้ผู้ใช้เก็บโมเมนต์เสียงได้ง่าย ๆ แค่บีบหูฟังทั้งสองข้างพร้อมกัน ระบบจะอัดเสียงทั้งก่อนและหลังการสั่งงาน สร้างสิ่งที่ Nothing นิยามว่า “ภาพหน้าจอสำหรับเสียง” ไฟล์เสียงจะซิงก์เข้าแอป Nothing X โดยอัตโนมัติ เพื่อให้เปิดฟัง แก้ไข แชร์ หรือถอดเสียงเป็นตัวอักษรได้ พร้อมตัวเลือกเปลี่ยนช่วงสำคัญในทรานสคริปต์ให้กลายเป็นการ์ดคำคมพร้อมแชร์ แยกต่างหาก Ear (3a) ยังสามารถอัดเสียงสนทนาโทรศัพท์หรือประชุมตรงจากหูฟังได้ยาวราวสองชั่วโมง ผ่านการสั่งงานด้วยท่าทาง โดยไม่ต้องพึ่งตัวเครื่องที่เชื่อมต่ออยู่ ทั้งยังมีระบบแจ้งเตือนด้านความเป็นส่วนตัวให้ทุกฝ่ายทราบทุกครั้งเมื่อเริ่มบันทึกเสียง

ระบบเสียงอะคูสติกออกแบบบนไดรเวอร์ไดนามิกตัวใหม่ขนาด 12 มม. ให้เบสแน่นลึกขึ้นสูงสุด 5 dB เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน จับคู่กับไดอะแฟรมแบบ PMI น้ำหนักเบา แรงบันดาลใจจากวัสดุอากาศยาน เพื่อความเคลียร์ใสในย่านเสียงสูง Ear (3a) ผ่านการรับรองมาตรฐาน Hi‑Res Audio Wireless และรองรับ LDAC สูงสุด 24‑bit/96kHz สำหรับการฟังแบบไฮไฟ Static Spatial Audio ช่วยขยายมิติเสียงสเตริโอให้กว้างขึ้น เหมือนยกเวทีมาไว้รอบตัว ส่วนอีควอไลเซอร์ 8 แบนด์ในแอป Nothing X เปิดให้จูนโทนเสียงได้ละเอียด พร้อมฟังก์ชันแชร์โปรไฟล์เสียงกับคนอื่น

ระบบตัดเสียงรบกวนทำงานได้สูงสุด 45 dB ผ่าน Wideband Active Noise Cancellation รุ่นใหม่ ใช้ตาข่ายอะคูสติกดีไซน์ปรับปรุงและอัลกอริทึม ANC ที่จูนมาเพื่อลดเสียงรบกวนในช่วงความถี่ 400 Hz ถึง 2,000 Hz ได้หนักแน่นยิ่งขึ้น Nothing ระบุว่าประสิทธิภาพการครอบคลุมการตัดเสียงดีขึ้นรวม 17.1% เมื่อเทียบกับเจเนอเรชันก่อน หูฟังแต่ละข้างติดตั้งไมโครโฟน 3 ตัว ทำงานร่วมกับระบบลดเสียงรบกวนขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อโฟกัสเสียงพูดของผู้ใช้ขณะคุยสายแม้ในสภาพแวดล้อมที่จอแจ ขณะเดียวกัน Transparency Mode ก็ยังมีให้เปิดรับเสียงรอบตัวได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ตัวหูฟังยังคงดีไซน์ใสแบบซิกเนเจอร์ของ Nothing แต่เพิ่มรายละเอียดด้านสรีรศาสตร์ให้ลงตัวขึ้น พร้อมจุกหูฟังไซซ์ใหม่ XS เพื่อรองรับรูปทรงหูที่หลากหลาย กล่องชาร์จถูกออกแบบใหม่ให้มีเส้นสายโค้งมน ได้แรงบันดาลใจจากแผงยาเม็ด พร้อมไฟสถานะ LED แบบ 1×3 ที่ช่วยเช็กระดับแบตและสถานะการจับคู่ได้รวดเร็ว พาเลตต์สีขยายเป็นสี่เฉดคือ Black, White, Yellow โทนใหม่ และ Pink สีใหม่ แบตเตอรี่ของหูฟังใช้งานได้สูงสุดราว 10 ชั่วโมง และรวมกับเคสได้ 42 ชั่วโมง (เมื่อปิด ANC) หรือประมาณ 6 ชั่วโมงและ 25 ชั่วโมงตามลำดับเมื่อเปิด ANC ชาร์จไวเพียง 5 นาที ให้พลังงานพอฟังเพลงได้อีกราวหนึ่งชั่วโมง

Nothing Ear (3a) วางจำหน่ายแล้วผ่าน nothing.tech ในสี Black, White, Yellow และ Pink ตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคมเป็นต้นไป ส่วน Phone (4b) มีให้เลือกในสี Black, White และ Blue ในสเปก 8GB + 128GB

Sophie Caraan Managing Editor

Sophie Caraan is the Managing Editor at Hypebeast, where she sets the editorial direction, standards, and output strategy for the HQ team. With a decade of editorial experience, she brings both a storyteller's instinct and a strategist's eye — spotlighting the figures and movements that shape the culture across a multitude of lanes. Her tenure is marked by high-impact conversations with the likes of RZA, Mads Mikkelsen, CORTIS, Erling Haaland, Kasing Lung, NIGO, and more.

0 ความคิดเห็น
 

คุณกำลังลองใช้เว็บไซต์เบต้าใหม่

แบ่งปันความคิดเห็นของคุณกับเรา มันจะช่วยให้ดีขึ้นสำหรับคุณ