สรุป
Bugatti ปิดฉากสายการผลิต W16 Mistral คันที่ 99 และคันสุดท้ายอย่างเป็นทางการแล้วที่ Atelier เมือง Molsheim
ไฮเปอร์คาร์สั่งทำพิเศษรุ่นนี้มาพร้อมตัวถังโทนคู่สี Pearl และ Sparkle ตัดกันอย่างหรูหรา เคียงคู่ดีเทลภายในห้องโดยสารที่ได้แรงบันดาลใจจากเหยี่ยวสุดทรงพลัง
การเปิดตัวครั้งประวัติศาสตร์นี้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของขุมพลัง W16 ความจุ 8.0 ลิตร แบบควอดเทอร์โบของ Bugatti ที่ครองเวทีมาเกือบสองทศวรรษเต็ม
Bugatti เปิดตัว Bugatti W16 Mistral คันสุดท้ายจากสายการผลิตอย่างเป็นทางการ นับเป็นการปิดฉากยุคเครื่องยนต์ W16 ในรถยนต์สำหรับใช้งานบนท้องถนนของแบรนด์โดยสมบูรณ์ โรดสเตอร์คันที่ 99 ซึ่งเป็นคันสุดท้าย เพิ่งออกจาก Atelier ณ เมืองมอลส์ไฮม์ ประเทศฝรั่งเศส ในสเปกสั่งทำพิเศษที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคลอย่างละเอียดลออ
รังสรรค์ผ่านโปรแกรมปรับแต่งเฉพาะบุคคล Sur Mesure ของ Bugatti รถคันสุดท้ายนี้โดดเด่นด้วยสีภายนอกทูโทน “Pearl” และ “Sparkle” ที่ตัดกับห้องโดยสารโทน “Magnolia” และ “Grey Carbon Matt” ห้องโดยสารเปิดประทุนถ่ายทอดรายละเอียดเฉพาะตัวที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตะวันออกกลาง ทั้งหัวเกียร์รูปเหยี่ยว ลวดลายเหยี่ยวปักบนวัสดุหุ้ม และลายเซ็นของ Ettore Bugatti บนพนักพิงศีรษะ ธรณีประตู และชิ้นตกแต่งฝาครอบเครื่องยนต์ แผ่นคริสตัล “Spirit of the Wind” สำหรับที่วางแขน ซึ่งรังสรรค์โดย Lalique รวมถึงแผ่นป้ายที่สลักข้อความ “The last of its kind” ยิ่งขับเน้นสถานะของไฮเปอร์คาร์คันนี้ในฐานะรถสะสม
ภายใต้ตัวถังที่ขึ้นรูปอย่างประณีต คือเครื่องยนต์ W16 ขนาด 8.0 ลิตร ควอดเทอร์โบ อันเลื่องชื่อของ Bugatti ซึ่งให้กำลังสูงถึง 1,600 PS (1,578 แรงม้า) Mistral สร้างชื่อในฐานะรถเปิดประทุนที่ผลิตจำหน่ายและเร็วที่สุดในโลก ด้วยความเร็วสูงสุดที่บันทึกไว้ 453.91 กม./ชม. (282 ไมล์/ชม.) และเป็นรถยนต์สำหรับใช้งานบนท้องถนนรุ่นสุดท้ายที่ใช้ขุมพลังระดับไอคอนนี้ ก่อน Bugatti จะเปลี่ยนผ่านสู่สถาปัตยกรรมไฮบริด V16
Bugatti W16 Mistral คันสุดท้ายปิดฉากการผลิตจำนวนจำกัด 99 คัน ซึ่งแต่ละคันสร้างขึ้นตามคำสั่งของลูกค้า ในราคาคันละ 5,000,000 ยูโร และ Bugatti ได้ส่งมอบครบทั้งหมดแล้ว



