ซัมเมอร์นี้ขณะ World Cup กำลังยึดครองทั้ง New York City งาน Hypebeast Cup ก็กำลังพาทัวร์ระดับโกลบอลมาปักหมุดโค้งสุดท้ายที่ SoHo ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน ไปจนถึง 19 กรกฎาคม ตลอดหนึ่งเดือนเต็ม พื้นที่ทั้งย่านจะถูกแปลงโฉมให้กลายเป็นฮับของวัฒนธรรมฟุตบอล การคอลแลบเชิงครีเอทีฟ และคอมมูนิตี้ ผ่านไลน์อัปศิลปิน ดีไซเนอร์ แบรนด์ และอีเวนต์ที่หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันมาเล่าอิทธิพลของเกมลูกหนังให้ไกลกว่าขอบเส้นสนาม
หนึ่งในชื่อที่เข้าร่วมโปรเจกต์นี้คือศิลปินจากลอนดอนMattia Guarnera, ผู้จะนำผลงานออริจินัลที่เพนต์ลงบนชุดแข่งฟุตบอลโดยตรงมาจัดแสดงตลอดช่วงงาน แม้ฟุตบอลจะเป็นมู้ดหลักที่วนเวียนอยู่ในงานของเขา แต่ผลงานของ Guarnera แทบไม่เคยเล่าแค่เรื่องตัวกีฬาเอง เขาใช้ฟุตบอลเป็นเหมือนเลนส์ในการสำรวจประเด็นกว้าง ๆ อย่างอัตลักษณ์ ความเป็นชาย การแข่งขัน และการสังเกต โดยมักโฟกัสที่ช่วงเวลานิ่ง ๆ เงียบ ๆ นอกเฟรมความยิ่งใหญ่ของเกม
ด้วยแรงบันดาลใจจากฟุตเทจการซ้อม ท่าทางเล็ก ๆ ที่มักถูกมองข้าม และพื้นที่ทางอารมณ์ระหว่างชัยชนะกับความพ่ายแพ้ งานเพนต์ของ Guarnera ชวนให้คนดูมองเลยไปจากโมเมนต์ยิ่งใหญ่ของฟุตบอล แล้วกลับมาพิจารณาเรื่องราวที่คลี่คลายอยู่รายรอบ ผลงานของเขามักรักษาสมดุลระหว่างความใกล้ชิดและระยะห่าง เปิดเผยเท่าที่จำเป็นเพื่อดึงให้คนดูเข้าไปใกล้ แต่ยังเว้นพื้นที่ไว้ให้ตีความด้วยตัวเอง
ก่อนถึงงาน Hypebeast Cup New York ซึ่งจะจัดแสดงชุดแข่งฟุตบอลเพนต์มือออริจินัลของเขาตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน ถึง 19 กรกฎาคม เราได้คุยกับ Guarnera ถึงฟุตบอลในฐานะภาษาภาพ บทบาทของการสังเกตในกระบวนการทำงาน และสิ่งที่ผู้มาเยือนจะได้สัมผัสจากพรีเซนเทชันของเขา
“สำหรับผม กีฬาเป็นภาษาที่รู้สึกเป็นธรรมชาติมาก เหมือนสิ่งที่ผมเข้าใจอยู่แล้ว”
อะไรทำให้คุณเริ่มหยิบภาพกีฬาเข้ามาเป็นแกนหลักของการทำงานศิลปะ?
ความเชื่อมโยงระหว่างกีฬากับงานของผมจริง ๆ เริ่มต้นช่วงต้นอาชีพ ตอนที่ยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ ช่วงนั้นคนพูดกันเยอะเรื่องการทำให้งานศิลปะเป็นของทุกคน จับต้องง่ายขึ้น สำหรับผม กีฬาเป็นเหมือนภาษาที่เป็นธรรมชาติมาก เป็นสิ่งที่ผมเข้าใจอยู่แล้ว ผมเลยเริ่มใช้มันเกือบจะในฐานะตัวแทนของ “ชีวิตจริง” ในแบบหนึ่ง
ผมว่ามีเส้นขนานเยอะมากระหว่างการแข่งในฐานะนักกีฬากับการใช้ชีวิตทั่วไป ทั้งเรื่องวินัย การทำซ้ำ ความล้มเหลว ไปจนถึงโมเมนต์เล็ก ๆ ที่ทุกอย่างประจวบเหมาะลงล็อกพร้อมกันชั่วขณะ
ความสัมพันธ์ของคุณกับฟุตบอลส่งผลต่อวิธีคิดเรื่องการเล่าเรื่องและการสร้างภาพอย่างไรบ้าง?
ฟุตบอลมีส่วนหล่อหลอมวิธีที่ผมคิดเรื่องการเล่าเรื่องและการสร้างภาพอย่างชัดเจน มันไม่ใช่แค่ฉากใหญ่ ๆ แต่คือทุกอย่างที่เกิดรายรอบ ทั้งช่วงบิลด์อัพ จังหวะหยุดพัก ความผิดพลาด ไปจนถึงดีเทลเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนไม่สำคัญแต่จริง ๆ แอบแบกอารมณ์ไว้เยอะมาก
สิ่งเหล่านั้นค่อย ๆ ไหลเข้ามาอยู่ในวิธีทำงานของผมอย่างเป็นธรรมชาติ ผมไม่ค่อยอินกับภาพเดี่ยวที่เล่าเรื่องได้ครบถ้วน แต่สนใจ “เศษเสี้ยว” ที่ค่อย ๆ ประกอบกันกลายเป็นบางอย่างเมื่อเวลาผ่านไปมากกว่า เหมือนคุณต้องคอยต่อจิ๊กซอว์ไปเรื่อย ๆ ระหว่างดู
งานของคุณมักโฟกัสช่วงเวลาที่อยู่นอกสปอตไลต์ อะไรคือเสน่ห์ของฉากเงียบ ๆ แบบนั้นสำหรับคุณ?
ผมมักถูกดึงดูดด้วยด้านข้าง ๆ ของทุกเรื่องเสมอ สำหรับฟุตบอล มันโผล่มาในสิ่งที่อยู่นอกการออกอากาศหลัก อย่างคลิปซ้อม ช็อตพลาด หรือคลิปรวมช็อตแปลก ๆ ที่คุณเผลอกดดูแล้วไถต่อยาวเหมือนหลุดเข้าไปในรูโพรงกระต่าย
สำหรับผม โมเมนต์แบบนั้นมันซื่อสัตย์กว่ามาก พอหลุดออกมานอกโชว์ใหญ่ คุณจะได้เห็นสิ่งที่ไม่ได้ถูก “เล่นให้ดู” ผมสนใจสิ่งนี้มาตลอด ไม่ว่าจะในกีฬา หรือในชีวิตโดยรวม ผมว่ามันมีความงามมากมายซ่อนอยู่ในสิ่งที่คนมองข้าม
ประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ ความเป็นชาย และการแข่งขัน ปรากฏอยู่ในงานของคุณแทบทุกชิ้น อะไรทำให้คุณหวนกลับมาหาเรื่องเหล่านี้ซ้ำ ๆ?
ผมคิดว่าส่วนใหญ่เพราะมันใกล้กับประสบการณ์ส่วนตัวของผมเอง งานของผมมักสะท้อนสิ่งที่ผมกำลังเผชิญอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ ประเด็นเหล่านี้เลยโผล่ขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ
มันยังเป็นเรื่องของการบันทึกช่วงวัยหนึ่งของชีวิตด้วย การอยู่ในวัยยี่สิบต้น ๆ และเติบโตในฐานะศิลปิน ทำให้มุมมองเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน และต้องเรียนรู้ทุกอย่างไปพร้อมกับการเดินหน้าไปเรื่อย ๆ เพราะแบบนั้น ประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ ความเป็นชาย และการแข่งขัน เลยวนกลับมาในงานผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ในรูปแบบที่แตกต่างกันไป
“ผมมองภาพเพนต์ของตัวเองน้อยลงในฐานะคำประกาศ แต่ตีความมันมากกว่าเป็น ‘สถานการณ์’ ที่ผมจัดวางไว้ให้คนอื่นได้มองเข้าไป”
ภาพเพนต์จำนวนมากของคุณสร้างความรู้สึกห่างเหิน หรือเหมือนเราแอบมองอยู่จากไกล ๆ การ “สังเกตการณ์” มีบทบาทอย่างไรในกระบวนการสร้างงานของคุณ?
การสังเกตเป็นส่วนสำคัญมากของงาน ผมมองภาพเพนต์ของตัวเองน้อยลงในฐานะถ้อยแถลงตรง ๆ และมากขึ้นในฐานะสถานการณ์ที่ผมจัดฉากไว้ให้คนอื่นได้ส่องเข้าไปดู
ผมคอยคิดอยู่เสมอว่าอะไรควรถูกมองเห็น และอะไรควรถูกเก็บงำไว้เล็กน้อย ระยะห่างนั้นตั้งใจวางไว้ทั้งหมด ผมชอบให้มีความลึกลับบางอย่างในงาน ที่ทุกอย่างจะไม่ถูกเสิร์ฟให้คุณแบบครบถ้วนในทันที
ตั้งแต่เริ่มโชว์งานในบริบทอาชีพเต็มตัว วิธีการทำงานของคุณพัฒนาไปอย่างไรบ้าง?
มันเติบโตไปพร้อมกับตัวผมอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในเชิงภาพและในวิธีคิด คุณค่อย ๆ คุมอะไรได้มากขึ้น เข้าใจมากขึ้น ซึ่งก็ดี แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ความไร้เดียงสาช่วงแรก ๆ หายไปบางส่วน
ตอนนี้ผมกลับสนใจที่จะลองปล่อยทุกอย่างให้หลวมขึ้นอีกครั้ง หาให้เจอว่าจุดกึ่งกลางระหว่างการคุมทุกอย่างกับการเชื่อสัญชาตญาณอยู่ตรงไหน คือรู้ดีว่ากำลังทำอะไรอยู่ แต่ก็ยังปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ เปิดกว้าง ไม่ถูกขัดเกลาจนแข็งเกินไป
อะไรทำให้คุณตัดสินใจมาคอลแลบกับ Hypebeast Cup และคนที่มาชมงานของคุณควรคาดหวังอะไรได้บ้าง?
Hypebeast เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ผมโตมาด้วยตลอด มันเหมือนพื้นที่ดิจิทัลที่นิยามคำว่า “เท่” แบบหนึ่งในยุคนั้น เพราะงั้นการได้มาเป็นส่วนหนึ่งของมันตอนนี้ และดึงพลังแบบนั้นออกมาสู่พื้นที่จริง ๆ คือสิ่งที่ผมรู้สึกตื่นเต้นที่สุด
ผมว่ามันยังเป็นเรื่องของคนหลากหลายกลุ่มที่จะได้เข้ามาสัมผัสงานนี้ด้วย ผู้ชมต่างวัย ต่างแบ็กกราวด์ ต่างบริบท มารวมกันในพื้นที่เดียว นั่นคือสิ่งที่ผมให้คุณค่ามาก
โปรเจกต์หรือไอเดียแบบไหนที่ตอนนี้คุณอยากลองต่อยอดที่สุด?
ตอนนี้ผมโฟกัสหนักไปที่ด้านต่าง ๆ ของ World Cup เลยใช้พลังและความสนใจไปกับมันเกือบหมด ผมสนุกกับมันนะ แต่ขณะเดียวกันก็เฝ้ารอที่จะได้ถอยกลับมาอยู่ในพื้นที่ที่เก็บตัวและหันเข้าข้างในมากขึ้นหลังจากนี้
กลับมาโฟกัสที่ตัวเองให้มากขึ้นอีกนิด และย้อนมองว่าต้นทางของงานมันผุดขึ้นมาจากข้างในตรงไหน การแกว่งไปมาระหว่างสองโหมดแบบนั้นสำคัญกับผมมาก



