อะไรคือสิ่งที่ทำให้ไอเท็มลักซ์ชัวรี่มีความหมายขึ้นมาจริง ๆ? สำหรับ Stuart Vevers ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของ Coach คำตอบไม่ใช่การเก็บกระเป๋าไว้ในถุงผ้าให้เนี๊ยบไร้รอย แต่คือร่องรอยขีดข่วน เรื่องราวที่ผูกติดอยู่กับมัน และอิสระแบบไร้กรอบในการปรับแต่งให้เป็นตัวเอง ปรัชญานี้ถูกดันไปสุดทางในคอลแลบใหม่ล่าสุดระหว่าง Coach และ Brain Dead โปรเจกต์ที่มาล้มกรอบเดิม ๆ ระหว่างโลกลักซ์ชัวรี่สายเฮริเทจกับความดิบเท่ของซับคัลเจอร์ เปลี่ยนจากการทำงานแบบคอร์ปอเรทซินเนอร์จี้ มาเป็นความอยากรู้อยากเห็นร่วมกันว่า ผู้คนสะสม ใช้ชีวิตร่วมกับ และผูกพันทางอารมณ์กับของที่ตัวเองครอบครองอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป
ด้วยแกนหลักคือธีมพาร์กแฟนตาซี คอลเล็กชันนี้ถูกดีไซน์ให้เป็นเหมือนของที่ระลึกเหนือจริงจากสถานที่ที่ไม่มีอยู่จริง ถ่ายทอดเอนเนอร์จียุคฮาราจูกุปลายยุค 90 อย่างชัดเจน โดยหยิบแรงบันดาลใจจากการเลเยอริ่งและการคัสตอมไอเท็มอย่างพิถีพิถันที่ถูกบันทึกไว้ในคลังภาพสตรีตสไตล์ของโตเกียวในนิตยสารFRUiTS FRUiTS คอลเล็กชันนี้เปิดตัวครั้งแรกแบบสายฟ้าแลบในงานพรีเซนเทชันที่นิวยอร์ก ท่ามกลางแขกที่ถูกดึงให้ดิ่งเข้าไปอยู่ในโลกสวนสนุกเต็มตัว ไฮไลต์สูงสุดของคอนเซ็ปต์แสนพิเรนนี้คือแฟลชม็อบรันเวย์ยาว 80 วินาที ที่โผล่ขึ้นมากลางงานแล้วพัดผ่านผู้ชมเหมือนขบวนพาเหรดในดินแดนสวนสนุก Coach x Brain Dead
หลังการเปิดตัว Hypebeast ได้พูดคุยกับ Stuart Vevers ถึงการก้าวเข้าสู่โลกของ Kyle Ng การสร้าง “merchandise” ให้กับฉากในจินตนาการ และเหตุผลว่าทำไมคอลแลบที่ดีที่สุดมักเป็นโปรเจกต์ที่ไม่มีใครคาดเดาได้ล่วงหน้า
จุดเริ่มต้นของคอลแลบระหว่าง Coach และ Brain Dead เกิดขึ้นได้อย่างไร? อะไรคือสปาร์กที่ทำให้พาร์ตเนอร์ชิปรอบนี้เกิดขึ้น?
Stuart Vevers:มันเริ่มต้นอย่างเป็นธรรมชาติมาก ผมรู้จัก Kyle และสิ่งที่เขาสร้างกับ Brain Dead มาสักพักแล้ว และชอบมากที่แบรนด์ของเขารู้สึกเชื่อมโยงกับคอมมูนิตี้ครีเอทีฟจริง ๆ พอเราเริ่มคุยกันก็ชัดเลยว่าเราสนใจไอเดียคล้าย ๆ กัน เราทั้งคู่ให้ความสำคัญกับความเป็นปัจเจกและการแสดงออกถึงตัวตน แต่ขณะเดียวกันก็สนใจสายสัมพันธ์ทางอารมณ์ที่คนมีต่อของของตัวเอง ไม่ใช่แค่การซื้อ แต่คือการสะสม การคัสตอม และการใช้ชีวิตไปกับมันเมื่อเวลาผ่านไป ผมคิดว่านั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้คอลแลบนี้รู้สึกน่าตื่นเต้นตั้งแต่ต้น มันไม่เคยรู้สึกเหมือนพาร์ตเนอร์ชิปที่ต้องฝืนให้เกิดขึ้น แต่มาจากความอยากรู้อยากเห็นร่วมกันที่มีอยู่แล้ว แล้วคอลเล็กชันก็ค่อย ๆ เติบโตจากจุดนั้นอย่างเป็นธรรมชาติ
ทุกพาร์ตเนอร์ชิปย่อมมีช่วงเวลาที่มุมมองไม่ตรงกันหรือมีแรงเสียดทานทางครีเอทีฟ คุณผ่านความต่างเหล่านั้นไปได้อย่างไรระหว่างกระบวนการออกแบบ?
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ Kyle หยิบเรเฟอเรนซ์จากสตรีตสไตล์โตเกียวเข้ามาตั้งแต่แรก ๆ โดยเฉพาะโลกที่ถูกบันทึกไว้ในนิตยสารFRUiTS เราเองก็เริ่มสำรวจไอเดียในทิศทางคล้าย ๆ กันอยู่แล้ว เลยเชื่อมกันได้ทันที สิ่งที่ผมหลงรักในสไตล์แบบนั้นคือความเป็นตัวของตัวเองแบบดิบ ๆ — ความใส่ใจสุดขีดในทุกรายละเอียด วิธีการเลเยอร์ การคัสตอม และการทำให้ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องส่วนตัวสุดขีด มันไม่รู้สึกว่าถูกทำเยอะเกินไป แต่กลับสัมผัสได้ว่าทุกอย่างผ่านการคิดมาอย่างลึกซึ้ง Kyle ดันเราไปสู่ความเป็นธรรมชาติ ความกวนกร้าว และความสนุกมากขึ้น ซึ่งผมเองก็ตื่นเต้นที่จะลองดูว่าความคิดกึ่งขบถเหล่านี้จะมาผสานกับเฮริเทจด้านงานคราฟต์ของ Coach และความเชื่อหลักของเราที่ว่าแฟชั่นควรจะรู้สึกเป็นเรื่องส่วนตัวได้อย่างไร ผมคิดว่าคอลแลบที่ดีที่สุดไม่ใช่การประนีประนอมเจอกันตรงกลางแบบปลอดภัย แต่คือการสร้างสิ่งใหม่ที่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลยถ้าแต่ละฝ่ายทำงานคนเดียว พอมองกลับไปที่คอลเล็กชันนี้ นั่นคือสิ่งที่ผมภูมิใจที่สุด
“ผมคิดว่าคอลแลบที่ดีที่สุดไม่ใช่การมาเจอกันตรงกลางแบบปลอดภัย แต่คือการสร้างสิ่งใหม่ที่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลยถ้าแต่ละฝ่ายทำงานคนเดียว”
คอลเล็กชันนี้ถูกสร้างบนคอนเซ็ปต์สวนสนุกในจินตนาการที่น่าทึ่ง อะไรทำให้คุณรู้สึกว่าสวนสนุกคือฉากที่ใช่ที่สุดสำหรับคอลแลบครั้งนี้?
สวนสนุกมีเสน่ห์บางอย่างที่ดึงเอาความสนุก แฟนตาซี และความรู้สึกหลุดออกจากโลกความจริงมารวมกันได้อย่างลงตัว เราหลงใหลในคอนเซ็ปต์ของวัฒนธรรม “ของที่ระลึก” มากเช่นกัน—การสะสมวัตถุที่มีความหมายเฉพาะตัว เตือนให้นึกถึงสถานที่หนึ่ง หรือบันทึกช่วงขณะสั้น ๆ เอาไว้ สิ่งที่รู้สึกเป็นของส่วนตัว ไม่เพอร์เฟ็กต์ แต่มีกลิ่นอายผูกพันทางอารมณ์ ไอเดียในการสร้าง merchandise ให้กับสถานที่ที่ไม่มีอยู่จริงเลยตื่นเต้นมากสำหรับเรา มันเปิดโอกาสให้เราสร้างโลกที่คุ้นเคยแต่ถูกจินตนาการขึ้นใหม่ทั้งหมด ตัวละคร Kachi, Xerx และ Zilly ก็ถือกำเนิดจากตรงนั้น และเป็นเหตุผลว่าทำไมคอลเล็กชันนี้ถึงขยายใหญ่ไปไกลกว่าคำว่าเสื้อผ้าหรือกระเป๋า
หนึ่งในส่วนที่ผมชอบที่สุดของโปรเจกต์นี้คือวิธีที่เราทำให้โลกนั้นมีชีวิตจริง ๆ เราสร้างสวนสนุกแบบอินเมอร์ซีฟขึ้นที่นิวยอร์ก พร้อมทั้งเครื่องเล่น เกม มาสคอต ซุ้มขาย merch ดนตรี และอาหาร จากนั้นกลางค่ำคืน เราตัดทุกอย่างหยุดหมด แล้วปล่อยรันเวย์โชว์ความยาว 80 วินาทีกลางฝูงชน ผมชอบมากที่มันดูดื้อ ๆ นิดหน่อย ผู้คนไม่ได้ถูกจัดให้นั่งเป็นแถวเป็นแนวรอให้โชว์เริ่ม แต่มันเกิดขึ้นทันทีตรงรอบตัวพวกเขา ในยุคที่แฟชั่นอาจดูเนี้ยบจัดและถูกจัดวางอย่างเป๊ะทุกจังหวะ การทำสิ่งที่ตรงกันข้ามแบบสิ้นเชิงกลับรู้สึกน่าตื่นเต้น เป้าหมายไม่ใช่การสร้างโชว์ที่ยิ่งใหญ่หรือเอ็กซ์คลูซีฟที่สุด แต่คือการสร้างโลกที่ผู้คนอยากก้าวเข้าไปอยู่ด้วยจริง ๆ แม้จะแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ตาม
ดีเทลเรื่องการคัสตอมเป็นประเด็นใหญ่ในคอลเล็กชันนี้ ไม่ว่าจะเป็นชาร์ม พิน หรือแพตช์ อะไรทำให้คุณรู้สึกว่าสำคัญที่จะต้องเปิดพื้นที่ให้คนถือกระเป๋าไอคอนิกของคุณได้ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ขนาดนั้น?
ผมสนใจมาตลอดกับความสัมพันธ์ที่ผู้คนสร้างขึ้นกับของที่ตัวเองครอบครอง กระเป๋าที่มีความหมายที่สุดสำหรับเราไม่จำเป็นต้องเป็นใบที่ถูกเก็บไว้ในกล่องอย่างสมบูรณ์แบบไร้ริ้วรอย แต่มักเป็นใบที่สะสมทั้งความทรงจำ เรื่องราวจริง และร่องรอยการใช้งานของคนที่ถือมันออกไปใช้ในโลกภายนอก สิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับชาร์ม แพตช์ และการประดับตกแต่งก็คือ มันทำให้คอลเล็กชันทั้งหมดเปิดกว้างและมีความเป็นการทำงานร่วมกันมากขึ้น ผู้คนสามารถเข้าไปเล่นกับมัน เติมอะไรลงไป และทำให้มันผูกโยงกับชีวิตตัวเองได้จริง การได้เห็นว่าผู้คนเชื่อมโยงกับกระเป๋าและชาร์มเหล่านี้อย่างรวดเร็ว ยิ่งทำให้ชัดเจนขึ้นในสิ่งที่ผมคิดมาสักพักแล้วว่า ผู้คนกำลังมองหาไอเท็มที่รู้สึกเป็นของส่วนตัวและผูกพันทางอารมณ์ ไม่ใช่แค่ของชิ้นหนึ่งที่ครอบครอง แต่เป็นของที่รู้สึกผูกติดใจจริง ๆ
“ไอเดียการสร้าง merchandise ให้กับสถานที่ที่ไม่มีอยู่จริง ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะมันเปิดโอกาสให้เราสร้างโลกที่คุ้นเคยแต่ถูกจินตนาการขึ้นใหม่ทั้งหมด”
สำหรับคุณ จักรวาล Coach x Brain Dead นี้เป็นโปรเจกต์ครั้งเดียวจบ หรือมีแผนจะต่อยอดพาร์ตเนอร์ชิปนี้ต่อไปในอนาคต?
พูดตามตรง เราไม่ได้สร้างมันขึ้นมาพร้อมคิดไปไกลว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนั้น เราโฟกัสทั้งหมดไปที่การทำสิ่งที่เราตื่นเต้นในช่วงเวลานั้น และสร้างโลกใบนี้ให้สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ สิ่งที่ให้ความรู้สึกคุ้มค่ามากคือการได้เห็นว่าผู้คนตอบรับมันอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นตัวละคร อีเวนต์ไลฟ์ กระเป๋า หรือดีเทลคัสตอมต่าง ๆ — ผู้คนดูจะเชื่อมต่อกับสปิริตดิบ ๆ ของโปรเจกต์นี้ได้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณไม่มีทางคาดเดาหรือผลิตซ้ำแบบสูตรสำเร็จได้ ผมไม่มีมาสเตอร์แพลนตายตัวว่าจากนี้มันจะเดินหน้าไปทางไหน แต่ผมชอบการทำงานกับ Kyle มาก คอลแลบครั้งนี้ทั้งเป็นธรรมชาติและสร้างสรรค์สุด ๆ เพราะฉะนั้น แม้ว่าผมคิดว่าโปรเจกต์นี้ยืนหยัดได้ด้วยตัวมันเองอย่างแข็งแรง ผมก็ได้เรียนรู้แล้วว่าอย่าเพิ่งพูดคำว่า ‘ไม่มีวัน’ จะดีที่สุด



