Zenith ปั้นไลน์นาฬิกาใหม่ ให้หมุนรอบโครโนมิเตอร์ระดับตำนานได้อย่างไร

Zenith G.F.J Collecrion  Calibre 135 Design Story Collaboration Manufacture Studio Visit Le Locle Neuchâtel Interview Romain Marietta Laurence Bodenmann Sébastien Gobert
Zenith G.F.J Collecrion  Calibre 135 Design Story Collaboration Manufacture Studio Visit Le Locle Neuchâtel Interview Romain Marietta Laurence Bodenmann Sébastien Gobert
Zenith G.F.J Collecrion  Calibre 135 Design Story Collaboration Manufacture Studio Visit Le Locle Neuchâtel Interview Romain Marietta Laurence Bodenmann Sébastien Gobert
Zenith G.F.J Collecrion  Calibre 135 Design Story Collaboration Manufacture Studio Visit Le Locle Neuchâtel Interview Romain Marietta Laurence Bodenmann Sébastien Gobert
Zenith G.F.J Collecrion  Calibre 135 Design Story Collaboration Manufacture Studio Visit Le Locle Neuchâtel Interview Romain Marietta Laurence Bodenmann Sébastien Gobert
Zenith G.F.J Collecrion  Calibre 135 Design Story Collaboration Manufacture Studio Visit Le Locle Neuchâtel Interview Romain Marietta Laurence Bodenmann Sébastien Gobert
Zenith G.F.J Collecrion  Calibre 135 Design Story Collaboration Manufacture Studio Visit Le Locle Neuchâtel Interview Romain Marietta Laurence Bodenmann Sébastien Gobert
Zenith G.F.J Collecrion  Calibre 135 Design Story Collaboration Manufacture Studio Visit Le Locle Neuchâtel Interview Romain Marietta Laurence Bodenmann Sébastien Gobert
Zenith G.F.J Collecrion  Calibre 135 Design Story Collaboration Manufacture Studio Visit Le Locle Neuchâtel Interview Romain Marietta Laurence Bodenmann Sébastien Gobert
Zenith G.F.J Collecrion  Calibre 135 Design Story Collaboration Manufacture Studio Visit Le Locle Neuchâtel Interview Romain Marietta Laurence Bodenmann Sébastien Gobert
Zenith G.F.J Collecrion  Calibre 135 Design Story Collaboration Manufacture Studio Visit Le Locle Neuchâtel Interview Romain Marietta Laurence Bodenmann Sébastien Gobert
Zenith G.F.J Collecrion  Calibre 135 Design Story Collaboration Manufacture Studio Visit Le Locle Neuchâtel Interview Romain Marietta Laurence Bodenmann Sébastien Gobert
Zenith G.F.J Collecrion  Calibre 135 Design Story Collaboration Manufacture Studio Visit Le Locle Neuchâtel Interview Romain Marietta Laurence Bodenmann Sébastien Gobert
Zenith G.F.J Collecrion  Calibre 135 Design Story Collaboration Manufacture Studio Visit Le Locle Neuchâtel Interview Romain Marietta Laurence Bodenmann Sébastien Gobert
Zenith G.F.J Collecrion  Calibre 135 Design Story Collaboration Manufacture Studio Visit Le Locle Neuchâtel Interview Romain Marietta Laurence Bodenmann Sébastien Gobert
Zenith G.F.J Collecrion  Calibre 135 Design Story Collaboration Manufacture Studio Visit Le Locle Neuchâtel Interview Romain Marietta Laurence Bodenmann Sébastien Gobert
Zenith G.F.J Collecrion  Calibre 135 Design Story Collaboration Manufacture Studio Visit Le Locle Neuchâtel Interview Romain Marietta Laurence Bodenmann Sébastien Gobert

เมื่อย้อนกลับมาที่โรงงานของ Zenith ใน Le Locle อีกครั้ง เราพบว่าฟาซาดหลากสีสะดุดตาที่ Felipe Pantone สร้างไว้ตอนเราไปเยือนในปี 2023 ถูกเปลี่ยนโฉมไปแล้ว แทนที่ด้วยภาพจิตรกรรม trompe-l’oeil ขนาดใหญ่ชวนตะลึง ที่จำลองกำแพงภายนอกดั้งเดิมของอาคารได้อย่างแม่นยำ — ครบทั้งแถวหน้าต่างสีฟ้า ใบแบบอิฐอันประณีต และตัวอักษร “G.F.J.” อันเป็นเอกลักษณ์เพื่อสดุดีผู้ก่อตั้ง Georges Favre-Jacot ผลงานชิ้นนี้เปิดตัวเมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมาเพื่อฉลองครบรอบ 160 ปีของ Zenith การปรับโฉมด้านสถาปัตยกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือน ก่อนที่แบรนด์จะเผยทิศทางงานช่างชั้นสูงล่าสุดในงาน Watches and Wonders

โมเมนตัมแห่งการเฉลิมฉลองจึงต่อเนื่องสู่มหกรรมนาฬิกาประจำปีอย่างเป็นธรรมชาติ ที่ซึ่ง Zenith เปิดตัวไลน์ G.F.J. อย่างเป็นทางการ คอลเล็กชัน G.F.J. ซึ่งตั้งชื่อตามผู้ก่อตั้งผู้มองการณ์ไกลของเมซง ทำหน้าที่เป็นนาฬิกาเดรสรุ่นล่าสุดในไลน์อัพร่วมสมัยของแบรนด์ และยังสะท้อนการขยับทิศทางที่สดใหม่ให้กับแคตตาล็อกซึ่งตลอดช่วงไม่กี่ปีมานี้ถูกครองพื้นที่โดยนาฬิกาสปอร์ตหรูจากไลน์ Defy เป็นหลัก

“ในไลน์ของเรา เรามีคอลเล็กชันนาฬิกาเดรสที่คลาสสิกและสง่างามเหนือกาลเวลาอยู่เสมอ” Romain Marietta ผู้ดำรงตำแหน่ง Chief Products Officer แห่ง Zenith เล่าให้ Hypebeast ฟัง “จนถึงปีที่แล้ว บทบาทนั้นยังเป็นของElite Collection. ซึ่งถือเป็นเซกเมนต์เริ่มต้นของนาฬิกาจากโรงงานเราเอง แต่ในฐานะแบรนด์ที่โฟกัสเรื่องคุณค่ามากกว่าปริมาณในตลาดแมส — เราผลิตนาฬิกาน้อยกว่า 20,000 เรือนต่อปี เมื่อเทียบกับบางเจ้าอื่นที่ผลิตกันหลักล้าน — เราจึงตระหนักว่าถึงเวลาต้องยกระดับคุณค่าหลักของเราให้สูงขึ้น” เมื่อ Elite Collection อันยืนยาวค่อย ๆ ถูกปลดระวาง G.F.J. จึงก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนภาษาลายเซ็นใหม่ของแบรนด์ ในการถ่ายทอด haute horlogerie ผ่านมุมมองความหรูหราเนี้ยบกริบ

“ในฐานะแบรนด์ที่โฟกัสเรื่องคุณค่ามากกว่าปริมาณในตลาดแมส เราตระหนักว่าถึงเวลาต้องยกระดับคุณค่าหลักของเราแล้ว” – Romain Marietta, Chief Products Officer แห่ง Zenith

เพื่อปักหมุดการเกิดใหม่ครั้งนี้ Zenith จึงปลุกชีพผลงานชิ้นศักดิ์สิทธิ์สุดรักจากคลังประวัติศาสตร์ของแบรนด์ขึ้นมาอีกครั้ง นั่นคือกลไกในตำนาน Calibre 135 Laurence Bodenmann หัวหน้าฝ่าย Heritage ของ Zenith ยกให้กลไกนี้เป็น “ไอคอนระดับวงการนาฬิกาโดยรวม” และเป็นกลไกในหน้าประวัติศาสตร์กว่า 160 ปีของเมซงที่มีน้ำหนักและชื่อเสียงทัดเทียม El Primero ขุมทรัพย์ประจำแบรนด์ เดิมที กลไกนี้ถูกวางคอนเซ็ปต์ในปี 1949 โดยผู้ออกแบบ Ephrem Jobin ในฐานะมาสเตอร์พีซเชิงวิศวกรรมที่ถูกสร้างมาโดยเฉพาะเพื่อครองชัยในการทดสอบความเที่ยงตรงของ Neuchâtel Observatory สถาปัตยกรรมของกลไกเป็นตัวกำหนดชื่อของมันเอง: เส้นผ่านศูนย์กลาง 13 lignes — ซึ่งเท่ากับขนาดใหญ่สุดที่อนุญาตสำหรับนาฬิกาข้อมือในหมวดการแข่งขัน — จับคู่กับความหนา 5 มม.

“[Jobin] อยากดึงความเที่ยงตรงระดับนาฬิกาพก — โดยเฉพาะบาลานซ์วีลขนาดใหญ่พิเศษ — มาอยู่ในนาฬิกาข้อมือ” Bodenmann อธิบาย “เขาออกแบบกลไกนี้ด้วยบาลานซ์วีลขนาดใหญ่เป็นพิเศษ เพื่อเพิ่มแรงเฉื่อยให้กับการเดินของกลไก ส่งผลให้การทำงานสม่ำเสมอและเที่ยงตรงยิ่งขึ้น” และก็คือเจ้าบาลานซ์วีลขนาดใหญ่แม่นยำนี้เอง ที่ทำให้ Calibre 135 โดดเด่นจนจดจำได้ทันที

“การไขลานนาฬิกาด้วยมือให้ความรู้สึกโรแมนติก คล้ายกับเวลาคุณไขนาฬิกาพก” – Laurence Bodenmann, Head of Heritage แห่ง Zenith

จนถึงวันนี้ Zenith ยังคงครองตำแหน่งผู้ได้รับรางวัลด้านความเที่ยงตรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์นาฬิกาอย่างไร้ข้อกังขา กวาดรางวัลไปแล้วถึง 2,333 ครั้ง ตัว Calibre 135 เพียงอย่างเดียวก็รับผิดชอบมากกว่า 10% ของสถิติระดับตำนานนี้ ด้วยจำนวน 235 ตำแหน่ง แม้อุตสาหกรรมจะเปลี่ยนผ่านสู่กลไกอัตโนมัติอย่างกว้างขวางช่วงกลางศตวรรษ จนทำให้กลไกนี้ต้องถูกปลดเกษียณยาวนาน 60 ปี ตั้งแต่ปี 1962 แต่การกลับมาครั้งยิ่งใหญ่ของกลไกจักรกลไอคอนิกก็ถูกจุดประกายขึ้นอีกครั้งในปี 2022 ผ่านโปรเจกต์คอลแลบสามทางสุดประวัติศาสตร์

“จริง ๆ แล้วไอเดียมาจากฝั่ง Phillips” Bodenmann เล่าถึงจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์ที่มาจากบ้านประมูลชื่อดัง “พวกเขาถามเราว่า ‘ตอนนี้คุณทำอะไรกับ 135 อยู่บ้าง?’ เพราะมันเป็นชิ้นที่มีความหมายมาก และทุกครั้งที่มี Calibre 135 วินเทจโผล่ขึ้นมาในตลาด ผู้คนจะตื่นเต้นกันอย่างเหลือเชื่อ” จากนั้นจึงต่อยอดมาเป็นโปรเจกต์สามทางระหว่าง Phillips, Zenith และช่างนาฬิกาอิสระระดับปรมาจารย์ Kari Voutilainen ซึ่งลงเอยด้วยการบูรณะและใส่ตัวเรือนให้กับกลไก 135-O เกรด observatory สุดหายากจำนวนสิบชุด ที่เคยคว้าชัยในการทดสอบของ Neuchâtel ระหว่างปี 1950 ถึง 1954

ต่อยอดจากความสำเร็จครั้งนั้น Zenith จึงเลือกนำเวอร์ชันปรับโฉมของกลไกระดับตำนานมาติดตั้งเป็นหัวใจหลักให้กับรุ่นผลิตจริงของ G.F.J. “ในบริบทนี้ วันนี้เรายังจำเป็นต้องใช้กลไกอัตโนมัติอยู่หรือ?” Bodenmann ตั้งคำถาม “โครโนกราฟความถี่สูงนั้นยอดเยี่ยมก็จริง แต่สำหรับนาฬิกาเข็มสามเข็มชั้นเลอค่าที่คุณไม่ได้ใส่ทุกวัน คุณก็ต้องตั้งเวลาใหม่อยู่ดี” เขาเสริมต่อ “ที่สำคัญ การได้ไขลานด้วยมือนั้นโรแมนติกมาก คล้ายนาฬิกาพก” ขณะเดียวกัน Zenith ก็เพิ่มกำลังลานให้ร่วมสมัยขึ้นเป็นสามวันเต็ม แต่ยังรักษาหลักการดั้งเดิมของกลไกไว้ครบถ้วน — รวมถึงสปริงลานแบบ Breguet overcoil สุดหายากที่แทบไม่พบในกลไกสมัยใหม่ — ตอกย้ำว่าการไขลานด้วยมือยังคงเป็นวิธีที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับ “เวลา” ได้โรแมนติกที่สุด

“การออกแบบ [G.F.J.] เป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างมาก เพราะมันคือนาฬิกาเข็มสามเข็ม… การจะสร้างคาแรกเตอร์ที่ชัดให้กับสามเข็มไม่ใช่เรื่องง่ายเลย” – Sébastien Gobert, Creative Director แห่ง Zenith

สำหรับ G.F.J. การถ่ายทอดอัจฉริยภาพเชิงกลลงบนข้อมือต้องอาศัยภาษาดีไซน์ที่ซับซ้อนไม่แพ้กลไกภายใน Sébastien Gobert, Creative Director ของ Zenith เล่าถึงความท้าทายของโจทย์นี้ว่า “การออกแบบชิ้นนี้ยากมาก เพราะมันคือนาฬิกาเข็มสามเข็ม การออกแบบโครโนกราฟที่เต็มไปด้วยสเกลและอินดิเคเตอร์บนหน้าปัดยังง่ายกว่าเยอะ การหาเอกลักษณ์ที่แข็งแรงให้กับสามเข็มนั้นไม่ง่ายเลย” ทว่า คำตอบด้านสุนทรียะกลับอยู่ใกล้ตัวและผูกโยงกับประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้ง — เพียงให้ Gobert และทีมมองออกไปนอกหน้าต่างออฟฟิศ ลายอิฐเรขาคณิตที่จัดวางซ้ำอย่างมีจังหวะ และตัวอักษร G.F.J. บนผนังภายนอกของอาคารโรงงานนี่เอง ที่กลายเป็นมิวส์เชิงสถาปัตยกรรมโดยตรง

“เราได้ลองลาย guilloché มาหลายแบบมาก ก่อนจะมาลงตัวที่ลายอิฐนี้” Marietta เล่า ลายอิฐซิกเนเจอร์ที่ได้จึงถูกนำไปใช้ทั่วทั้งเรือน — ตั้งแต่ริงกรอบนอกของหน้าปัด สะพานกลไก ข้อต่อนาฬิกาโลหะแบบอินทิเกรต ไปจนถึงหัวเข็มขัดสายหนังแบบคัสตอม — ทำหน้าที่เป็นการคารวะเชิงกวีต่อรากฐานของแบรนด์ ผู้ก่อตั้ง Zenith อย่าง Georges Favre-Jacot เคยเป็นเจ้าของโรงงานอิฐที่ใช้สร้างเมือง Le Locle รอบ ๆ โรงงานแห่งนี้โดยตรง ทำให้พื้นผิวเรขาคณิตอันเรียบสะอาดนี้แฝงนัยยะด้านโครงสร้างไว้อย่างลึกซึ้ง

“สำหรับงานออกแบบหน้าปัด เราอยากให้มีพื้นที่มากพอที่จะทำให้คอลเล็กชันเคลื่อนไหวต่อยอดได้ด้วยหลากหลายอินเทอร์เปรเทชันในระยะยาว” – Sébastien Gobert, Creative Director แห่ง Zenith

“สำหรับงานออกแบบหน้าปัด เราอยากให้มีพื้นที่มากพอที่จะทำให้คอลเล็กชันเคลื่อนไหวต่อยอดได้ด้วยเวอร์ชันใหม่ ๆ ตลอดเวลา” Gobert เผย พร้อมชี้ให้เห็นโครงสร้างหน้าปัดแบบสามส่วนอันชาญฉลาด วงนอกสุดรับหน้าที่เป็นริงลายอิฐ guilloché ส่วนกลางเว้นไว้สำหรับหน้าปัดหินธรรมชาติ และซับไดล์ mother-of-pearl แยกต่างหาก โครงสร้างนี้เปิดโอกาสให้สร้างสรรค์ได้แทบไร้ขอบเขต สำหรับ G.F.J. รุ่นแรกที่เปิดตัวในงาน Watches and Wonders 2025 แพตเทิร์นความคิดนี้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างงดงามด้วยพาเลตต์แรงบันดาลใจจากท้องฟ้า: แผ่นดิสก์กลางหิน lapis lazuli สีน้ำเงินเข้มสวมบทฟากฟ้ายามค่ำคืน ขณะที่ซับไดล์ mother-of-pearl ผ่านการทรีตให้สะท้อนแสงราวเวลากลางวัน ทั้งคู่ผสานกันเป็นสัญลักษณ์จักรวาลในแบบฉบับ Zenith อย่างแท้จริง

เรื่องราวของ G.F.J. เดินหน้าต่อในปี 2026 สำหรับงาน Watches and Wonders ปีนี้ที่ Geneva ทาง Zenith เปิดตัวสองเรือนไฮไลต์ที่ลิมิเต็ดอย่างจริงจัง: หนึ่งคือรุ่นตัวเรือนทองคำ 18k yellow gold คู่กับหน้าปัด bloodstone และอีกรุ่นคือ Tantalum ล้วน ๆ จับคู่หน้าปัด black onyx ขัดเงาสีดำสนิท “ทุกอย่างเริ่มจากตัวเรือน เราอยากนำเสนอ yellow gold เพราะในคอลเล็กชันตอนนั้นยังไม่มี” Marietta ย้อนความ ทีมงานจึงลงเอยที่การใช้ bloodstone เป็นวัสดุหลักของหน้าปัด ไม่ใช่แค่เพราะคู่สีเขียวกับทองนั้นลงตัวอย่างเป็นธรรมชาติ แต่เพราะอัญมณีชนิดนี้มีพลังงานและบุคลิกที่แตกต่าง โดดเด่นขึ้นมาจากหน้าปัด malachite ที่เห็นกันดาษดื่นในโลกนาฬิกาหรู

เคียงข้างเวอร์ชันสีทองสุกสว่างนี้คือรุ่น Tantalum สุดโหดหิน Tantalum เป็นโลหะที่ขึ้นชื่อว่าใช้งานยากมากในโลกนาฬิกา เพราะความหนาแน่นและความเหนียวสูง ทำให้กัดกร่อนและทำให้เครื่องมือตัดเฉือนมาตรฐานทื่ออย่างรวดเร็ว การจะขึ้นรูปเหลี่ยมมุมคมกริบของตัวเรือน หรือแกะสลักลวดลายละเอียดด้วยมือ จึงกลายเป็นภารกิจที่ใช้แรงและเวลาอย่างสาหัส เรือนนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ Zenith ผลิตนาฬิกาด้วยโลหะ Tantalum — ความท้าทายยิ่งทวีคูณเมื่อรวมกับดีไซน์ตัวเรือนของ G.F.J. ซึ่งเน้นเหลี่ยมมุมด้านในที่คมชัดตามแนว step chamfers และขอบ bezel ไหนจะตัวอักษรย่อ G.F.J. บนเม็ดมะยมที่ต้องแกะสลักด้วยมือทั้งหมดในทั้ง 20 เรือนลิมิเต็ด เพราะโลหะชนิดนี้ไม่เอื้อให้ใช้การแกะด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติมาตรฐานเลย

Zenith G.F.J Collection Calibre 135 เรื่องราวการออกแบบ งานคอลแลบ เยี่ยมชม Manufacture Studio Le Locle Neuchâtel สัมภาษณ์ Romain Marietta Laurence Bodenmann Sébastien Gobert


มองไปข้างหน้า Marietta เล่าให้ Hypebeast ฟังว่าสตราทีจีระดับมาโครของไลน์ G.F.J. จะเดินเกมแบบหมุนเวียนผ่าน “ริธึม” หลักสามแบบอย่างเป็นระบบ — รุ่น core collection (อย่างเช่นรุ่น yellow gold ประจำปีนี้) การตีความด้วยวัสดุล้ำค่าพิเศษ (อย่างรุ่น tantalum และ black onyx) และโปรเจกต์ collaboration กับช่างนาฬิกาอิสระ ด้วยจิตวิญญาณอิสระและการวางตำแหน่งแบบ haute horlogerie ที่ฝังอยู่ในคอลเล็กชันนี้ Zenith จึงตั้งใจจะต่อยอดแนวคิดดังกล่าวด้วยการร่วมงานกับช่างนาฬิกาอิสระจากทั่วโลก “ยังมีอีกเยอะให้รอดู” เขาทิ้งท้าย

หลังจากเราลองเดากันไปหลายชื่อ Marietta ก็ยอมเปิดรายละเอียดเพิ่มเติมเล็กน้อยเกี่ยวกับคอลแลบที่กำลังจะมาถึง แม้เขาจะยังเปิดเผยไม่ได้ว่าช่างนาฬิกาอิสระคนต่อไปคือใคร แต่เขาโชว์สเก็ตช์คอนเซ็ปต์ให้เราดู “ตอนผมไปพบกับช่างนาฬิกาคนนั้น ก่อนที่ผมจะทันได้พิตช์ไอเดีย เขากลับถามขึ้นมาก่อนว่า ‘คุณมาที่นี่เพื่อจะชวนทำอะไรสักอย่างกับ Calibre 135 ใช่ไหม?’” Marietta เล่าย้อน พร้อมเสริมว่าช่างนาฬิกาอิสระคนนี้เป็นแฟนตัวยงของโครโนมิเตอร์ยุค 40s และ 50s “มันคือการจับคู่ที่ลงตัวแบบสมบูรณ์” เขาสรุป

Zoe Leung Senior Editor

Zoe Leung is a Senior Editor at Hypebeast, where she has been shaping the publication’s coverage of horology, art, design, and culture since 2023. Her extensive watch reporting spans exclusive manufacture visits with Maisons like Zenith, Jaeger-LeCoultre, and Grand Seiko, as well as insightful conversations with industry leaders and artisans. Beyond watches, she regularly spotlights international creatives and cultural phenomena, utilizing her knowledge of global music and entertainment subcultures to deliver narratives that explore the worldwide influence of contemporary visual storytelling and cross-cultural artistry.

0 ความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น
 

คุณกำลังลองใช้เว็บไซต์เบต้าใหม่

แบ่งปันความคิดเห็นของคุณกับเรา มันจะช่วยให้ดีขึ้นสำหรับคุณ