Opake เคยชินกับการอยู่ตัวคนเดียว — แต่ Slawn สอนให้เขารับความวุ่นวายแบบไม่ต้องเนี้ยบ

opake, slawn, hypebeast magazine, graffiti, artwork
Kemka Ajoku for Hypebeast
opake, slawn, hypebeast magazine, graffiti, artwork
Kemka Ajoku for Hypebeast
opake, slawn, hypebeast magazine, graffiti, artwork
Kemka Ajoku for Hypebeast
opake, slawn, hypebeast magazine, graffiti, artwork
Kemka Ajoku for Hypebeast
opake, slawn, hypebeast magazine, graffiti, artwork
Kemka Ajoku for Hypebeast
opake, slawn, hypebeast magazine, graffiti, artwork
Kemka Ajoku for Hypebeast

สั่งซื้อ ปก Slawn ของ Hypebeast Magazine ฉบับที่ 37: The Architects Issue

Ed Worley หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันในชื่อ Opake, กำลังนั่งเอนอยู่บนโซฟาในสตูดิโอ ขณะที่เสียงฉึบเฉียวจากสเปรย์กระป๋องดังแทรกขึ้นมา เรากำลังคุยกันถึงปกใหม่ของ Hypebeast Magazine ฉบับที่ 37ฉบับนี้ โดย Slawn ยืนยันชัดตั้งแต่แรกว่าเขาจะไม่ทำ ถ้าไม่มี Opake อยู่ในกระบวนการ โปรเจกต์นี้เกิดจากสายสัมพันธ์แบบพี่น้องล้วน ๆ สำหรับ Slawn แล้ว ไม่มีเวอร์ชันไหนของปกนี้ที่ไม่มีผู้ชายที่เขาเรียกว่าแฝดของตัวเองอยู่บนงานได้เลย

Opake เริ่มเขียนกราฟฟิตี้ตั้งแต่อายุ 13 แต่ชีวิตกลับกลายเป็นภาพเบลอของการเสพติดอย่างหนักยาวนานกว่าสิบปี เขาใช้ชีวิตเร่ร่อนบนท้องถนนถึงแปดปี จมอยู่กับยาเสพติด และยอมรับเองว่าแทบไม่มีที่ไหนจะจ้าง จนกระทั่งอายุ 30 และตัดสินใจก้าวเข้ามาเป็นพ่อของเด็กคนหนึ่ง ความรับผิดชอบนั้นเปลี่ยนทุกอย่าง เขาเริ่มทำงานวันละ 19 ชั่วโมงในสตูดิโอ เพราะการวาดรูปคือเครื่องมือเดียวที่ยังเหลือให้ใช้เอาตัวรอด เส้นงานที่คมกริบและสมมาตรทำให้เขาเข้าสู่ภาวะกึ่งสมาธิ ช่วยให้เขารับมือกับ ADHD และอยู่กับปัจจุบันได้เป็นครั้งแรกในชีวิต

การแจ้งเกิดของ Opake ในซีนลอนดอนเริ่มจริงจังจากทริปไปที่สตูดิโอของ Slawn เขาเอาภาพวาดไปให้เป็นของขวัญ แต่สุดท้ายทั้งคู่กลับนั่งคุยกันหลายชั่วโมงเรื่องชีวิต และเรื่องที่ทั้งสองคนเลิกยาแล้ว การพบกันครั้งนั้นกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน ทุกวันนี้พวกเขาขึ้นไปชกมวยบนดาดฟ้าในย่าน Brick Lane ทุกเช้า และงานศิลปะก็เป็นเพียงผลพลอยได้จากมิตรภาพนั้น

ย้อนกลับไปตอนนั้น งานของ Opake ตั้งอยู่บนสิ่งที่เขาเรียกว่า “ทฤษฎีความบ้า” คือการวาดภาพเดิมซ้ำไปซ้ำมาแต่คาดหวังผลลัพธ์ที่ต่างออกไป เขาใช้ตัวละครอย่าง Mickey Mouse และ Elmer Fudd เพราะอยากให้ทั้งลูกชายหรือแม้แต่คุณยายของเขาก็เข้าถึงได้ สไตล์ของเขาในตอนแรกคือเส้นที่คม เนี๊ยบ สมมาตรทุกส่วน แต่ท้ายที่สุด Slawn ก็ผลักให้เขาทิ้งความเป๊ะแล้วลองใช้หัวสเปรย์แบบ needle cap มันเป็นเครื่องมือที่เลอะเทอะ คาดเดาไม่ได้ และบังคับให้ Opake ต้องหลุดออกจากวินัยเดิม ๆ ของตัวเอง

เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ชัดในโปรเจกต์ takeover ปี 2024 ของเขากับ The Big Issue. เขาออกแบบปกใหม่ทั้งหมด และใช้พื้นที่ในเล่มเล่าเรื่องประสบการณ์ไร้บ้านของตัวเอง เปลี่ยนนิตยสารที่เคยช่วยให้เขาเอาชีวิตรอดให้กลายเป็นผืนผ้าใบส่วนตัว พอถึง Miami Art Week ปี 2025 เขาก็จัดแสดงงานชุด “Heroes, Villains & Violence” ที่ Wynwood ผสมผสานนวมชกมวยเพนต์มือเข้ากับภาพพอร์เทรตไซซ์ใหญ่ของ Iron Man และ Snow White ใช้ไอคอนในวัยเด็กเหล่านั้นวาดแผนที่การต่อสู้กับการฟื้นฟูตัวเองของเขา มันพิสูจน์ว่าเขายังโฟกัสได้ดีทางจิตใจ ขณะที่ปล่อยให้สีจริง ๆ บนผืนผ้าใบระเบิดความดิบและโกลาหลมากขึ้น

ตอนนี้เดิมพันกำลังขยับขึ้นอีกครั้ง เรากำลังคุยถึงงานโชว์ที่กำลังจะมาถึงที่ SAI Galleryในย่าน Shibuya ที่พวกเขาจะยึดพื้นที่ทั้งสเปซด้วยสเก็ตบอร์ดเพนต์มือ 500 แผ่น ควอเตอร์ไพป์หนึ่งชุด และรถอีกคันที่วางแผนจะทุบให้ยับ นี่คือการบุกซีนโตเกียวแบบเต็มสเกล ร่วมกับ Beams พร้อมโฟโต้บุ๊กที่บันทึกการเดินทางทั้งหมด — ก้าวถัดไปอย่างเป็นธรรมชาติหลังจากปก Hypebeast ที่เส้นสะอาด ๆ มาปะทะความจลาจลของหัวสเปรย์แบบ needle cap Hypebeast จึงนัดนั่งคุยกับ Opake ถึงสายสัมพันธ์แบบพี่น้องกับ Slawn ความจริงของการฟื้นฟูตัวเอง และเหตุผลว่าทำไมเขายังต้องวิ่งสัปดาห์ละ 100 ไมล์เพื่อกลบเสียงรบกวนในหัว

Opake, Slawn, Hypebeast Magazine, กราฟฟิตี, งานอาร์ตเวิร์ก

Kemka Ajoku For Hypebeast

“[Slawn] คือคนที่ทำให้ผมกล้าเสี่ยง” – Opake

Hypebeast: เล่าให้ฟังหน่อยว่าพื้นฐานด้านความคิดสร้างสรรค์ เส้นทางในฐานะศิลปินของคุณเป็นมาอย่างไร จนมาถึงจุดนี้

Opake: ผมเริ่มเขียนกราฟฟิตี้ตอนอายุราว ๆ 13 ผมเชื่อจริง ๆ ว่าผมเกิดมาเป็นคนเสพติดอะไรได้ง่าย พอเจอสิ่งที่ชอบก็จะหมกมุ่นกับมันสุดตัว ผมเจอกับกราฟฟิตี้ตั้งแต่อายุน้อยมาก แล้วก็ไม่อยากทำอย่างอื่นเลย โชคดีที่ได้ไปเรียนโรงเรียนดี ๆ ในสหราชอาณาจักรที่มีแผนกศิลปะสุดยอด แต่พอช่วงอายุ 16 ถึง 30 ชีวิตก็กลายเป็นความโกลาหลจากการใช้ยาอย่างหนัก ผมกลายเป็นคนไร้บ้าน ไป ๆ มา ๆ อยู่แปดปี สูบแคร็กทุกวันเกือบสิบปี สิ่งเดียวที่พยายามรักษาไว้คือการวาดรูป แต่มันก็หลุดมือไปเพราะสภาพจิตใจผมย่ำแย่มาก พออายุ 30 ผมได้เจอคู่ชีวิตของผม เธอมีลูกอายุหนึ่งขวบ และผมก็แทบจะก้าวเข้ามาเป็นพ่อของเด็กคนนั้น ผมอยากเป็นพ่อที่ดีและต้องการความรับผิดชอบนั้น ผมไม่มีอะไรให้พึ่งพาเลย ไม่มีใครอยากจ้างผม สิ่งเดียวที่รู้ว่าทำเป็นคือวาดและเขียนรูป ผมทุ่มเททุกอย่างให้มันเหมือนตอนที่ทุ่มให้กับการเสพติด—นั่งวาดในสตูดิโอวันละ 18–19 ชั่วโมง ทุกอย่างถูกสร้างขึ้นมาจากความจนตรอกจริง ๆ

ศิลปะอาจเป็นเหมือนการบำบัด คุณคิดว่ามันช่วยชีวิตคุณไว้ไหม

ช่วย 100% เลย ถ้าไม่มีมันผมคงตายไปแล้ว ตอนที่เพิ่งเลิกยาใหม่ ๆ การทำสมาธิเป็นส่วนสำคัญของการฟื้นฟู ผมมีอาการ ADHD หนัก การให้นั่งนิ่ง ๆ เลยเป็นเรื่องยาก แต่กับงานที่ทำให้ผมเป็นที่รู้จัก—เส้นคมกริบ การไล่หาความสมบูรณ์แบบ ภาพที่สมมาตร—มันพาผมเข้าสู่ภาวะกึ่งสมาธิ ผมอยู่กับปัจจุบันได้เต็มที่ ปัญหากับการเสพติดของผมคือไม่เคยอยู่กับปัจจุบันได้เลย เอาแต่พยายามหนี กระบวนการเลยสำคัญกว่าผลลัพธ์ เพราะมันช่วยให้ผมดีขึ้นจริง ๆ แล้วผมก็ได้เจอ Slawn เราสนิทกันมาก เขาเป็นคนผลักให้ผมลองปล่อยให้สไตล์หลวมขึ้น [Slawn] คือคนที่ทำให้ผมกล้าเสี่ยง ผมยึดติดกับสิ่งเดิมมากเกินไป แบบว่า “นี่แหละคือสิ่งที่คนรู้จักผม” เขาเหมือนพี่น้องฝาแฝด ผมเคารพเขามาก ผมต้องการคนระดับนั้นมาบอกผมว่าผมทำได้

คุณกับ Slawn เจอกันได้อย่างไร

ผมถูกชวนไปที่สตูดิโอของเขา ผมเอาภาพวาดไปให้เป็นของขวัญ เรานั่งลงแล้วคุยกันสามชั่วโมง ยาว ๆ ทุกเรื่อง เขารู้ว่าผมเลิกยาเกือบเก้าปีแล้ว และรู้ว่าผมชกมวย เราเลยสร้างความสัมพันธ์บนพลังบวก—ขึ้นไปชกมวยบนดาดฟ้าบ้านเขาใน Brick Lane ทุกเช้า งานศิลปะที่เราทำด้วยกัน เป็นแค่ผลพ่วงจากมิตรภาพนั้นเท่านั้นเอง

คุณทั้งคู่ใช้ตัวการ์ตูนเหมือนกัน จุดอ้างอิงของคุณต่างจากของเขาตรงไหน

งานของผมตั้งอยู่บนทฤษฎีความบ้าของ Einstein—การทำอะไรเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่คาดหวังผลลัพธ์ต่างออกไป ชีวิตของคนติดยาก็เป็นแบบนั้น ผมเอาตัวการ์ตูนมาวาดซ้ำเป็นภาพเดิม แต่สร้างผลลัพธ์ที่ไม่เหมือนกัน ตอนที่ผมเป็นคนไร้บ้าน ผมรู้สึกโดดเดี่ยวและหลุดออกจากสังคมอย่างสุดขั้ว ผมอยากให้ศิลปะของผมเข้าถึงได้สำหรับทุกคน—ลูกผมที่อายุสองขวบต้องเข้าใจได้ และคุณยายผมต้องสามารถมองมันได้อย่างไม่ถูกกันท่า ไอคอนการ์ตูนคลาสสิกจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดจะทำสิ่งนั้น งานของ Slawn จะพูดถึงตัวเขาเองมากกว่า เขาอยู่แถวหน้าของผลงานตัวเอง ส่วนผมเคยยึดกับแนวคิด “ให้งานอยู่แถวหน้า” ล่าสุดผมเริ่มเพนต์ด้วยหัวสเปรย์แบบ needle cap—ใช้แรงกดน้อยที่สุด วาดฟรีแฮนด์ สีจะแตกเป็นหยด เป็นคราบเลอะเทอะ มันให้ความรู้สึกปลดปล่อย ผมเดินหนีจากความโกลาหลและความบ้าคลั่งที่เคยอยู่มานานจนรู้สึกว่าตัวเองจะหยุดนิ่ง ผมยังต้องเติบโตต่อ การเติบโตนั้นต้องมีอยู่เสมอ และสำหรับผม มันมาจากความเจ็บปวด ผมวิ่งสัปดาห์ละ 100 ไมล์ ผมชกมวย—ผมพยายามหาความเจ็บปวดแบบที่ยังควบคุมได้

Opake, Slawn, Hypebeast Magazine, กราฟฟิตี, งานอาร์ตเวิร์ก

Kemka Ajoku For Hypebeast

“การคอลแลบจริง ๆ แล้วเป็นสิ่งที่ทำให้ผมกล้าลองใช้หัวสเปรย์แบบ needle cap เอง มันสอนผมว่า ‘ความผิดพลาด’ มักจะเป็นส่วนที่น่าสนใจที่สุดของภาพวาด”

เล่าให้ฟังหน่อยเกี่ยวกับโชว์ที่ญี่ปุ่น

เราจะเปิดตัวปลายปีนี้ เรามีคอลแลบกับ Beams ทำสเก็ตบอร์ดเพนต์มือ 500 แผ่น ทั้งหมดตั้งอยู่บนวัฒนธรรมสเก็ต เรามีสเปซที่ Shibuya ใน SAI Gallery เราจะตั้งควอเตอร์ไพป์ตรงกลางงาน อาจซื้อรถมาหนึ่งคันแล้วทุบให้พัง จากนั้นให้คนสเก็ตออกจากตัวรถ เราจะทำโฟโต้บุ๊กเล่าเส้นทางทั้งหมด และเราอยากไปให้ครบทั้งเอเชีย—ไทเป ฮ่องกง โซล จีน

เวลาคุณมองบอร์ดคอลแลบ หรือชิ้นงานที่ทำกับ Slawn อย่างเช่นปก Hypebeast มันเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องความเป็น “perfectionist” ของคุณอย่างไรบ้าง

มันบังคับให้ผมต้องปล่อยวาง เวลาผมทำงานคนเดียว ผมใช้เวลาหลายชั่วโมงหมกมุ่นอยู่กับเส้นเดียวได้ แต่พอทำงานกับเขา มันเหมือนการสนทนามากกว่า เขาจะทำอะไรบางอย่างที่พัง “กฎ” ทุกข้อที่ผมตั้งไว้ให้ตัวเอง ตอนแรกผมก็จะตื่นตระหนก แต่หลังจากนั้นก็รู้ว่านั่นแหละคือพลัง นั่นคือสิ่งที่มันขาดหายไป การคอลแลบนี่แหละที่ทำให้ผมกล้าลองใช้หัวสเปรย์แบบ needle cap เอง มันสอนผมว่า “ความผิดพลาด” นั่นแหละ มักจะเป็นส่วนที่น่าสนใจที่สุดของภาพวาด

คุณพูดถึงหัวสเปรย์แบบ needle cap บ่อยมาก สำหรับคนที่ไม่คุ้นกับด้านเทคนิคของการพ่นสี ทำไมมันถึงเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับคุณ

หัวสเปรย์แบบ needle cap คือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องการเวลาจะทำงานแบบ “สะอาด” มันคาดเดาไม่ได้ มันรั่ว กระเซ็น และปล่อยเส้นสีที่บางและอัดแรงสูงซึ่งควบคุมยาก หลายปีผมใช้แต่หัวสเปรย์ที่เป๊ะที่สุดเท่าที่หาได้ เพราะอยากพิสูจน์ว่าผมคุมทุกอย่างได้ การใช้ needle cap เหมือนเป็นการยอมรับว่าผมไม่ได้ควบคุมทุกอย่าง มันเหมือนสีมีชีวิตของมันเอง ส่วนผมแค่พยายามวิ่งตามให้ทัน มันเลอะเทอะ เปราะบาง และสะท้อนความจริงของชีวิตได้ดีกว่าเส้นที่สมบูรณ์แบบมาก

Opake, Slawn, Hypebeast Magazine, กราฟฟิตี, งานอาร์ตเวิร์ก

Kemka Ajoku For Hypebeast

“ถ้าผมไม่ขยับร่างกาย ไม่ไล่กดตัวเองจนเจ็บ สมองผมจะเสียงดังเกินไป ผมจะเริ่มคิดเยอะกับทุก ๆ แผล่งแปรง” – Opake

คุณพูดถึงการวิ่งสัปดาห์ละ 100 ไมล์กับการชกมวย ความเข้มข้นทางร่างกายแบบนั้นส่งกลับมาที่สตูดิโออย่างไรบ้าง

มันช่วยเคลียร์สัญญาณรบกวนออกไป ถ้าผมไม่ขยับตัว ไม่ไล่กดร่างกายตัวเองจนเจ็บ สมองผมจะเสียงดังเกินไป ผมจะเริ่มคิดเยอะกับทุกจังหวะที่ลงแปรง พอผมเข้าสตูดิโอหลังวิ่ง 20 ไมล์ หรือซ้อมสปาร์หนัก ๆ ร่างกายผมจะล้า ซึ่งกลับช่วยให้ผมวาดจากสัญชาตญาณมากขึ้น ผมไม่มีเรี่ยวแรงจะเป็น perfectionist อีกแล้ว แค่วาดไปเฉย ๆ ทั้งหมดคือการรักษาวินัยให้ได้ การเสพติดคือการทำงานเต็มเวลา มันกินทุกวินาทีของวัน การฟื้นฟูก็ต้องจริงจังเท่ากัน ถ้าผมไม่ไล่กดตัวเองในยิมหรือบนถนน ผมจะรู้สึกถึงพลังกระสับกระส่ายเก่า ๆ กลับมา แล้วผมต้องเอามันไปลงกับอะไรที่เป็นบวก

คุณอยากให้ผู้ชมได้อะไรจากโชว์ที่ญี่ปุ่น และโฟโต้บุ๊กที่คุณกำลังทำอยู่

ผมอยากให้ทุกคนเห็นการเดินทาง ไม่ใช่แค่บอร์ดที่เสร็จสวยวางอยู่ในแกลเลอรี แต่รวมถึงเหงื่อ การเดินทาง การเถียง การล้มเหลว ผมอยากให้มันรู้สึกจริง วัฒนธรรมสเก็ตเหมาะกับสิ่งนี้มาก เพราะมันสร้างขึ้นจากการล้มแล้วลุกขึ้นใหม่ นั่นคือทั้งชีวิตของผม ถ้าใครมองงานแล้วคิดแค่ว่า “อ้าว Mickey Mouse เท่ดี” ก็โอเค แต่ถ้าเขามองเห็นการวาดซ้ำ เห็นคราบหยด แล้วรู้สึกถึงการต่อสู้ที่ซ่อนอยู่ข้างหลัง นั่นแหละ ผมถึงจะรู้ว่าตัวเองทำหน้าที่ได้จริง ๆ

ถ้าคุณจะให้คำแนะนำตัวเองในวัยเด็ก หรือศิลปินที่เพิ่งเริ่มต้น คุณจะบอกอะไรเขา

อย่าสูบแคร็ก! แต่เอาจริง ๆ คือแค่ทำงานต่อไป พัฒนาทีละนิดทุกวัน แล้วก็ลองผิดลองถูก อย่าไปซีเรียสกับมันมาก พอเริ่มจริงจังกับเรื่องพวกนี้เกินไปเมื่อไร คุณพังแน่นอน แค่สนุกกับมัน ถ้าคุณไม่อินกับกระบวนการ ผลลัพธ์ก็ไม่มีความหมาย หาเพื่อนร่วมทางที่ผลักคุณขึ้นไป อย่างที่ Slawn ผลักผม และอย่ากลัวที่จะทำลายกฎของตัวเอง

อ่านคัฟเวอร์สตอรี่ฉบับเต็มเกี่ยวกับเหล่า art provocateurs ได้ที่นี่ และสั่งซื้อปก Slawn ของ Hypebeast Magazine ฉบับที่ 37: The Architects Issue ได้ที่ HBX.

Keith Estiler Managing Editor, Hypeart

Keith Estiler is a New York-born curator, writer, and the Managing Editor of Hypeart, the contemporary art arm of Hypebeast. Based in NYC, Keith heads up editorial strategy at the intersection of contemporary art and culture, capturing the icons and outliers of both the local and international scenes. He has curated exhibitions worldwide, dedicated to championing the emerging voices and subcultures currently redefining contemporary visual culture.

0 ความคิดเห็น
 

คุณกำลังลองใช้เว็บไซต์เบต้าใหม่

แบ่งปันความคิดเห็นของคุณกับเรา มันจะช่วยให้ดีขึ้นสำหรับคุณ