สำหรับ Simone Bellotti ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของ Jil Sander การหวนคืนสู่การจับมือกับ PUMA ซึ่งเคยสร้างปรากฏการณ์มาก่อน เป็นทางเลือกที่เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง ดีไซเนอร์ชาวอิตาเลียนคนนี้ปลุกโปรเจ็กต์ขึ้นมาใหม่ในปี 2025 พร้อมเปิดตัว King Avanti เพียงไม่กี่เดือนหลังเข้าร่วมแบรนด์ ความร่วมมือครั้งแรกนั้นไม่เพียงเป็นหมุดหมายสำคัญของ Jil Sander แต่ยังสั่นสะเทือนทั้งโลกแฟชั่น “ตอนที่คอลแลบนี้เริ่มต้น ผมยังไม่มีปัญญาซื้อรองเท้าคู่นั้นเลย” Bellotti ย้อนเล่าระหว่างสัมภาษณ์ออนไลน์ช่วงปลายเดือนมีนาคม
ในฐานะหนึ่งในคอลแลบสนีคเกอร์ระดับลักชัวรีเจ้าแรก ๆ ที่คนวงการรับรู้ Jil Sander x PUMA เปิดตัวด้วยทรง KING เมื่อปี 1998 ออกมาหลายโมเดลก่อนจะเว้นช่วงในปี 2006 สองทศวรรษให้หลัง คอลแลบสนีคเกอร์ลักชัวรีกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในจักรกลแฟชั่น เชื่อมโลกเมนสตรีมเข้ากับงานออกแบบระดับไฮเอนด์อย่างแนบเนียน
“รองเท้าทรงเพรียวมาก ๆ ให้ความรู้สึก ‘บริสุทธิ์’ กว่า เหมือนได้กลับไปที่แก่นของรองเท้า โดยไม่ถูกกลบด้วยดีไซน์หรือวัสดุที่มากเกินไป”
ทุกวันนี้ Bellotti มองว่าซีนสนีคเกอร์กับแฟชั่นลักชัวรีไม่ได้ห่างกันเลย สำหรับเขา เส้นแบ่งระหว่างรองเท้าทางการกับสนีคเกอร์แคชวลมีเพียง “ความรู้สึก” — ว่าคุณอยากดูเนี้ยบขึ้น หรืออยากผ่อนคลายมากกว่านั้นเอง จริง ๆ แล้วในปี 2026 การใส่สนีคเกอร์กับสูท หรือโลฟเฟอร์คู่ลุคสบาย ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องที่สังคมยอมรับ แต่กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนคาดหวังจะได้เห็น
แม้เขาจะเห็นด้วยว่ากระแสแฟชั่นกำลังหันกลับมาหารองเท้าพื้นบาง แต่ Bellotti ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเทรนด์ เขาสนใจมากกว่าว่าทรงสนีคเกอร์เพรียว ๆ “ให้ความรู้สึก ‘บริสุทธิ์’ กว่า” ตามคำของเขาเองคือ “พาเราไปถึงแก่นแท้ของรองเท้า”
สิ่งที่เขาไล่ตามคือความรื่นรมย์ในการหาจุดสมดุลระหว่างองค์ประกอบที่ดูขัดแย้งกัน แต่เมื่อมารวมกันแล้วกลับทำให้งานดีไซน์สมบูรณ์ เปรียบเหมือนการมิกซ์ “ค็อกเทลของไอเดีย” หลากหลายให้กลายเป็นสิ่งงดงาม สำหรับรุ่น K-Street นี่คือการเบลนด์อย่างลื่นไหลระหว่าง Jil Sander x PUMA Karate Low ปี 2004 กับ PUMA H-Street ปี 1998 สนีคเกอร์เรซเซอร์น้ำหนักเบาเป็นพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจากไอคอนนักวิ่งชาวเคนยา Daniel Komen
ในการสนทนากับ Hypebeast ครั้งนี้ Bellotti ทบทวนถึงทรงรองเท้าในอุดมคติ บทบาทของ Jil Sander ในการบุกเบิกสนีคเกอร์ลักชัวรี และความหลงใหลในการออกแบบผ่านความขัดแย้ง
Jil Sander และ PUMA ร่วมงานกันครั้งแรกในปี 1998 ก่อนจะพักไปยาวนาน อะไรทำให้ตอนนี้เป็นเวลาที่ใช่ในการปลุกโปรเจ็กต์กลับมาอีกครั้ง?
ผมรู้สึกว่าการพาโมเมนต์นั้นกลับมาพร้อมกับโปรดักต์ชิ้นนี้เป็นเรื่องที่เป็นธรรมชาติมาก มันคือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์แบรนด์ และก็เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์แฟชั่นด้วย ถือเป็นหนึ่งในคอลแลบระหว่างสองแบรนด์ยุคแรก ๆ เลยก็ว่าได้ จึงเป็นหมุดหมายสำคัญมาก
สิ่งที่น่าสนใจคือ [Jil Sander] เป็นแบรนด์ที่มองไปข้างหน้าเสมอ ประเด็นจึงอยู่ที่การหาเหตุผลร่วมสมัยให้เราได้เฉลิมฉลองมันอีกครั้ง ตอนที่คอลแลบนี้เริ่มต้น ผมยังซื้อรองเท้าคู่นั้นไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เลยรู้สึกว่าน่าสนุกดีที่จะเริ่มบทนี้ใหม่อีกครั้ง ในแง่หนึ่งก็เหมือนเป็นการคารวะต่อสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ยืนยันว่ามันยังดูร่วมสมัยมาก
โมเดล H-Street ดั้งเดิมเปิดตัวในปี 2003 อะไรทำให้คุณเลือกนำทรงนี้มารีมิกซ์สำหรับสนีคเกอร์ PUMA คู่ที่สองของคุณ?
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทรงเพรียวกลับมาอยู่ในกระแสนิยมอีกครั้ง แต่ผมไม่ใช่คนที่ตามแฟชั่นขนาดนั้น นี่คือสิ่งที่ผมชอบอยู่แล้ว ผมไม่ค่อยอินกับรองเท้าทรงใหญ่ หนา เทอะทะ ทรงเพรียวมาก ๆ ให้ความรู้สึก “บริสุทธิ์” กว่าในแบบหนึ่ง เหมือนพาเราไปถึงแก่นความหมายของรองเท้า โดยไม่ต้องใส่ดีไซน์หรือวัสดุทับซ้อนมากมาย
คุณจะอธิบายแนวคิดโดยรวมในการออกแบบรองเท้าของตัวเองอย่างไร?
รองเท้าเป็นแอกเซสซอรีที่สำคัญที่สุด มันกำหนดทั้งซิลูเอตของคน ๆ หนึ่ง รวมถึงวิธีที่เขาเดินและเคลื่อนไหว คุณใช้ชีวิตโดยไม่มีกระเป๋าเพื่อคอมพลีตลุคได้ แต่คุณใช้ชีวิตโดยไม่มีรองเท้าไม่ได้ รองเท้าพาเรายืนอยู่บนผืนดิน เชื่อมเราเข้ากับชีวิตและสิ่งที่เราทำตลอดทั้งวัน
ผมไม่ได้ชอบแค่รองเท้าทรงเพรียวเท่านั้น ผมรักบู๊ตมอเตอร์ไซค์ บู๊ตทหารคอมแบต ไปจนถึงบู๊ตคาวบอย แต่สำหรับสนีคเกอร์ ผมมักถูกดึงดูดด้วยซิลูเอตเพรียว ๆ เสมอ
“รองเท้าเป็นแอกเซสซอรีที่สำคัญที่สุด เพราะมันกำหนดทั้งซิลูเอตของคน ๆ หนึ่งและวิธีที่เขาเดินและเคลื่อนไหว คุณใช้ชีวิตโดยไม่มีกระเป๋าเพื่อคอมพลีตลุคได้ แต่คุณใช้ชีวิตโดยไม่มีรองเท้าไม่ได้”
อะไรเป็นตัวกำหนดให้คุณเลือกเฉดสีและวัสดุสำหรับรุ่น K-Street?
ผมชอบนำความสปอร์ตและองค์ประกอบเชิงเทคนิคมาแปลเป็นอะไรที่นุ่มนวลขึ้น เป็นนิวทรัล และดูเนี้ยบขึ้นเสมอ ผมหลงใหลความขัดแย้งแบบนี้มาก — ว่าองค์ประกอบที่ดูตรงข้ามกันจะมาเจอกันและเข้ากันได้อย่างไร การให้มุมมองใหม่กับสิ่งที่เกิดมาเพื่อหน้าที่เชิงเทคนิคเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เรามีเวอร์ชันไนลอนสีน้ำเงินที่สื่อถึงท่าทีสปอร์ตชัดเจน แล้วก็มีอีกสองสีที่ใส่ได้หลากหลายกว่า
ก่อนหน้านี้คุณเคยเปรียบคอลเล็กชัน Jil Sander FW26 ว่าเป็น “the olive in the Martini” เพื่อสื่อว่าบางครั้งดีเทลที่ดูไม่จำเป็นกลับทำให้สไตล์สมบูรณ์ แล้วในโปรเจ็กต์นี้มีดีเทลในลักษณะเดียวกันบ้างไหม?
ตอนให้สัมภาษณ์ครั้งนั้น ผมกำลังตั้งคำถามว่าของที่ดูเกินจำเป็นจะกลายเป็นสิ่งสำคัญได้ไหม เลยนึกถึงมะกอกในแก้ว Martini เพราะเอาจริง ๆ เราก็ไม่รู้หรอกว่ามันอยู่ตรงนั้นไปทำไม แต่มันคือองค์ประกอบเล็ก ๆ ที่อาจนิยามค็อกเทลนี้ขึ้นมา และกลายเป็นภาพจำที่ไอคอนิกไปแล้ว
ผมไม่แน่ใจว่าจะเอาคอนเซ็ปต์เดียวกันมาใช้กับโปรเจ็กต์นี้ได้เต็มตัวไหม แต่สิ่งที่ผมว่าน่าสนใจในรองเท้าคู่นี้คือ มันเกิดมาจากเหตุผลเฉพาะทาง ก่อนจะถูกผสมเข้ากับองค์ประกอบที่ได้แรงบันดาลใจจากกีฬาอีกประเภทที่ต่างกันสุดขั้ว มันเหมือนค็อกเทลของไอเดียจากสิ่งที่ต่างกันมาก ๆ แต่กลับมาผสานกันเป็นอะไรที่สวยงาม
“ผมชอบความขัดแย้งแบบนี้เสมอ — ที่องค์ประกอบตรงข้ามกันกลับมาเจอกันและเข้ากันได้ การให้มุมมองใหม่กับสิ่งที่เกิดมาเพื่อเหตุผลเชิงเทคนิคเป็นเรื่องที่สวยงามมาก”
รุ่น PUMA x Jil Sander Karate Low ก่อนหน้านี้ก็เป็นอีกแรงบันดาลใจสำคัญของดีไซน์นี้ มันมีส่วนอย่างไรบ้าง?
รองเท้าคู่นี้เกิดมาเพื่อการวิ่ง ก่อนจะถูกผสมเข้ากับคอนเซ็ปต์คาราเต้ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการวิ่งเลยด้วยซ้ำ แต่ว่าด้วยสมาธิและการใช้ความคิด ผมเคยอ่านมาว่าคนที่วิ่งมาราธอนระยะไกลถึงจุดหนึ่ง ร่างกายจะไม่ได้รู้สึกถึงความหนักหน่วงเท่าเดิม แต่กลายเป็นกระบวนการทางจิตใจในการรักษาเอนเนอร์จีให้ไปต่อ ผมคิดว่าคาราเต้มีความนิ่งมากกว่า แต่คุณก็ต้องใช้สมาธิระดับเดียวกันเพื่อออกท่าทางให้ถูกต้อง ผมชอบที่สองกีฬานี้กลับเข้ากันได้ในมิติแบบนั้น
ทำไมคุณคิดว่าสายสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมสนีคเกอร์กับไฮแฟชั่นถึงแนบแน่นต่อเนื่องมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา?
สนีคเกอร์สะท้อนแนวทางแต่งตัวที่แคชวลขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่วงการแฟชั่นต้องการในเวลานั้น และตอนนี้มันก็กลายเป็นคลาสสิกไปแล้ว ผมไม่เคยมองว่ามันเป็นตัวแทรกแซงแฟชั่น สำหรับผม มันก็เหมือนรองเท้า Goodyear ที่คุณใส่ไปงานเฉลิมฉลองเพราะอยากรู้สึกทางการ สนีคเกอร์ก็แค่แทนความรู้สึกอีกแบบหนึ่งเท่านั้นเอง
สนีคเกอร์มีเสน่ห์ตรงความเอนกประสงค์ ใส่คู่กับอะไรก็ได้ อยู่ที่วิธีการแมตช์ของคุณ ความขัดแย้งที่คุณใส่แจ็กเก็ตตัดเย็บอย่างดีคู่กับรองเท้าสปอร์ตแล้วมันออกมาลงตัว นั่นแหละคือสิ่งที่น่าสนใจ
ทุกวันนี้คอลแลบมีบทบาทอย่างไรสำหรับคุณที่ Jil Sander?
ผมชอบเวลาบริษัทหนึ่งถนัดในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเฉพาะทาง แล้วเราได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ผมไม่ได้เริ่มคอลแลบเพียงเพราะต้องการสร้างรายได้ สำหรับผม มันต้องเริ่มจากที่แบรนด์นั้นเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่จริง ๆ โดยเฉพาะตอนที่ต้องการทักษะเฉพาะทางเพื่อสร้างโปรดักต์บางอย่าง บางครั้งคุณก็ต้องการ “อะไรบางอย่างพิเศษ” ที่ช่วยเติมความหมายให้โปรเจ็กต์มากขึ้น
Jil Sander x PUMA K Street เวอร์ชันหนังกลับเตรียมวางจำหน่ายทั่วโลกที่ร้าน JIL SANDER สาขาคัดสรรและผ่านรีเทลพาร์ตเนอร์ รวมถึงออนไลน์ที่ Jilsander.com ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2026 ขณะที่เวอร์ชันไนลอนสีน้ำเงินจะมีเฉพาะในช่องทางรีเทลและออนไลน์ของ JIL SANDER เท่านั้น



