ปี 2026 กำลังก่อตัวให้กลายเป็นปีที่ Don Toliver ก้าวจากตำแหน่ง MVP แห่งเพลย์ลิสต์ไปสู่การเป็นศิลปินที่ใหญ่กว่ากรอบฮิปฮ็อปเสียอีก เพื่อให้เห็นภาพ,Hits Daily Double จัดให้เขาอยู่ในกลุ่มอัลบั้มขายดีที่สุดของปี เคียงข้าง Bad Bunny, Morgan Wallen, BTS และ Olivia Dean คนละแนว คนละฐานแฟน แต่ยืนอยู่ชั้นเดียวกัน Toliver ไม่ได้เป็นแค่สายทำฮิตประจำวงการฮิปฮ็อปอีกต่อไปแล้ว เขากำลังก้าวขึ้นสู่แถวหน้าของโลกดนตรีโดยรวมจริง ๆ
ฝั่งสตรีมมิ่งก็เล่าเรื่องเดียวกัน ทาง Spotify รายงานว่าOctane มียอดสตรีมทะลุหนึ่งพันล้านครั้งไปแล้ว เป็นโปรเจ็กต์แรกในชีวิตที่ทำได้ ยากจะบอกว่านี่เป็นแค่ความบังเอิญหรือกระแสวูบวาบชั่วคราว “ตอนเห็นมันขึ้นอันดับ 1 ผมโคตรดีใจเลยพี่ แต่จริง ๆ มันเหมือนเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว” เขาเล่าให้เราฟังในบทสัมภาษณ์ปกจากHypebeast Magazine ฉบับที่ 37 “ทุกอย่างกำลังลงล็อกเข้าหากัน เลยรู้สึกว่าเป็นจังหวะที่ใช่สำหรับปล่อยงานชิ้นใหญ่ของผมออกมา” ความมั่นใจแบบนี้ไม่ได้ผุดขึ้นมาเอง แต่มาจากการหมกตัวอยู่ในสตูดิโอและลงแรงทำงานอย่างจริงจัง
“ช่วงเริ่มต้นอาชีพ ผมยังไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเท่าไหร่ ถึงเพลงจะออกมาดีก็ตาม” เขาอธิบาย “พอเวลาผ่านไป เจ็บบ้างล้มบ้างเก็บประสบการณ์มากขึ้น ผมก็เริ่มมั่นใจขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งบนเวที ในสตูดิโอ เรียกว่ามั่นใจในทุกอย่างมากขึ้นเลย” จาก “No Idea” ถึง “After Party” ไปจน “Too Many Nights” Toliver ค่อย ๆ ปูทางสู่จุดนี้มาตลอดOctaneคือภาพคมชัดของจังหวะที่ทุกอย่างลงตัวเข้าที่ในที่สุด
ในการสัมภาษณ์แบบจัดเต็มครั้งนี้ เราชวน Toliver คุยลึกถึงกระบวนการก่อร่างอัลบั้ม จากจุดเริ่มต้นไอเดียหลวม ๆ และการไปทำเพลงที่ Miami ช่วงต้นปี 2025 แค่ราวสองถึงสามสัปดาห์ ก่อนจะค่อย ๆ กลายเป็นโปรเจ็กต์ที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจนขึ้นเมื่อเขาไปถึง Monterey แคมป์สร้างสรรค์ มุมมองใหม่ ๆ และแรงกดดันในการส่งมอบผลงาน ทั้งหมดถูกกลั่นออกมาเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ทั้งติดหูและทำผลงานได้โดดเด่นที่สุดของปี 2026 กับOctaneทุกอย่างชัดเจนแล้วว่า Don Toliver ยังไม่มีทีท่าจะถอนคันเร่งในเร็ว ๆ นี้แน่นอน
จุดเริ่มต้นไอเดียของอัลบั้มOctane มาจากไหน?
Don Toliver: ไอเดียของโปรเจ็กต์นี้มาจากความหลงใหลในมอเตอร์สปอร์ต รถ และทุกอย่างในจักรวาลนั้นของผมเอง อัลบั้มนี้โฟกัสไปที่ Group B rally racing เป็นพิเศษ ผมอินกับการดูนักแข่งดวลกัน แล้วมีแฟน ๆ ยืนเชียร์อยู่ชิดขอบสนามสุด ๆ มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนเวลาขึ้นเล่นบนเวทีเลย ตอนทุกอย่างบ้าคลั่งถึงขีดสุด แฟน ๆ เปิดโหมดสุดตัว หลุดไปอยู่ในโลกของตัวเอง มันคือความรู้สึกเดียวกัน คุณกำลังแข่งอยู่ด้านล่าง มีแฟน ๆ ถือกล้องโวยวายกันเต็มไปหมด เสียงเครื่องยนต์ก็เดือดจัด เหมือนคุณกำลังเพอร์ฟอร์มต่อหน้าพวกเขาแบบจัง ๆ
อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้คุณไปอัดเพลงบางส่วนของอัลบั้มที่ Mount Wilson Observatory?
ผมเคยอยากสร้างอินสตอลเลชั่นของตัวเองสำหรับอัลบั้มนี้ อาจจะเป็นโดม geodesic ขนาดยักษ์อะไรแบบนั้น แต่ก็มาคิดได้ว่า “ต้องใช้ทั้งเงินทั้งเวลามหาศาลเลยนะ” สุดท้ายก็ไปสะดุดเข้ากับ Mount Wilson เลยเริ่มหาข้อมูลจริงจังว่า ที่นั่นมีความหมายยังไง แล้ว [Edwin] Hubble ทำอะไรไว้ที่นั่นบ้าง ระหว่างทำเพลง ผมก็เริ่มเส้นทางของตัวเองในฐานะนักดาราศาสตร์สมัครเล่นไปพร้อมกัน ผมได้ไปทำเพลงที่นั่น ใช้เวลาอยู่ที่นั่น ถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอไว้เยอะมาก แล้วเอาทุกอย่างมาผสมรวมกันจนกลายเป็นอัลบั้มนี้
มีเซสชั่นไหนที่เรียกได้ว่าช่วยวางโครงเสียงหลักของอัลบั้มนี้จริง ๆ บ้างไหม?
พอผมไปถึง Monterey [California] ที่นั่นแหละคือจุดที่ได้โครงสร้างของทั้งอัลบั้ม Miami มีเพลงดี ๆ เพียบ แต่ตอนนั้นมันยังขาดแรงขับเคลื่อนบางอย่างอยู่
ตอนที่ไปถึง Monterey ผมรู้แล้วว่าตัวเองอยากทำอะไร ผมมีทั้งรถ มีคอนเซ็ปต์ มีทิศทางด้านครีเอทีฟที่เริ่มชัดแล้ว เหลือแค่ต้องทำเพลงในกรอบความคิดแบบนั้น พออยู่ที่ Monterey ผมได้วิสัยทัศน์เต็ม ๆ แล้วดนตรีมันก็เหมือนค่อย ๆ แกะสลักตัวมันเองออกมาจากจุดนั้น
เพลงอย่าง “Sweet Home” เกิดขึ้นในช่วงไหนของกระบวนการทำอัลบั้ม?
“Sweet Home”, “Body”, “Gemstone” และ “E85” ถูกทำขึ้นที่ Monterey ทั้งหมด
อะไรในบรรยากาศของ Monterey ที่ดึงเอนเนอร์จี้แบบนั้นออกมาบนเพลงได้?
มันคือแคมป์ที่จริงจังสุด ๆ ผมลงเงินก้อนโตเพื่อไปอยู่ที่ Castle Creek บ้านที่ใช้เป็นที่อัดเพลง เป็นบ้านที่สวยมาก ผมจ้างโปรดิวเซอร์หลายคน แล้วก็เนรมิตสตูดิโอขึ้นมาภายในบ้านเลย พอผมเข้าสู่โหมดแบบนั้น มันเหมือนมีแรงผลักดันอีกระดับ ผมไม่ชอบเสียเวลา ไม่ชอบให้ใครต้องมาเสียเวลากับผม และไม่ชอบเสียเงินทิ้ง เพราะงั้นถ้าผมบอกว่าจะตั้งแคมป์ทำเพลง แปลว่าผมกำลังจะเอาจริงแบบไม่เล่นแล้ว
เวลาอยู่ในสตูดิโอ คุณว่ากระบวนการทำเพลงของตัวเองเป็นแบบวางแผนเป๊ะ ๆ หรือปล่อยให้ฟีลลิ่งนำทางมากกว่ากัน?
เอาตรง ๆ เลย ผมต้องได้ยินบีทก่อน ถ้าชอบบีท ผมก็ขึ้นเลย บางทีมีคนแวะเอาบีทมาเปิดให้ฟังต่อหน้า ผมก็จัดทันที อีกบางครั้งผมสร้างเมโลดี้เอง ทำบีทเองแล้วค่อยขึ้น แต่ทุกอย่างเริ่มต้นจากการได้ยินบีทเสมอ
ตลอดไม่กี่โปรเจ็กต์ที่ผ่านมา คุณทำงานกับแก๊งคอลแลบเจ้าเดิมอย่าง Teezo Touchdown และ 206Derek อยู่บ่อย ๆ เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าคุณสร้างอีโคซิสเต็มครีเอทีฟแบบไหนรอบตัวตัวเอง และคุณชอบทำงานกับคนสไตล์ไหนเป็นพิเศษ?
ผมแค่อยากทำงานกับคนที่มีของจริง ๆ ผมรู้สึกสบายใจกับหลายคนที่เคยร่วมงานกันในโปรเจ็กต์ที่ผ่านมา กระบวนการทำอัลบั้มและการเลือกคอลแลบบางทีก็เกิดจากความสัมพันธ์ที่เรามีต่อกัน บางทีก็มาจากแค่ผมรู้สึกถูกชะตาใครสักคน ถ้าผมชอบใคร ผมก็จะพยายามติดต่อไปทำเพลงด้วย ถ้าออกมาแล้วเอาไปอยู่ในอัลบั้มใหม่ได้ ผมก็ยิ่งดีใจ ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องกดดันกัน เราหาทางที่เวิร์กด้วยกันได้เสมอ
หลังจากHardstone คุณมีลูกคนแรก การได้เป็นพ่อมีผลกับวิธีที่คุณเข้าไปทำอัลบั้มOctane หรือเปล่า?
มีสิ ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรแบกอยู่บนหลังเยอะมาก สำหรับผม อัลบั้มนี้คือสิ่งที่รู้เลยว่าถ้าทำให้ถึง มันจะเปลี่ยนชีวิตผมไปในทางที่ดีขึ้น และเปลี่ยนชีวิตลูกชายผมด้วย เพราะงั้นผมถึงตั้งใจจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเพราะเขา ในเรื่องทั้งหมดนี้มันมีเส้นเรื่องที่ใหญ่กว่า และชิ้นส่วนสำคัญที่เพิ่งถูกปลดล็อกออกมาด้วย
อ่านคัฟเวอร์สตอรี่ฉบับเต็มของ Don Toliver ได้ที่นี่ และสั่งซื้อเล่มที่เขาขึ้นปกใน Hypebeast Magazine #37: The Architects Issue ได้ที่HBX ได้เลย



