ช่วงนี้ Dozie Kanu มีเรื่องให้ต้องรับมือเยอะมาก พอเราได้นัดคุยกันเพื่อสัมภาษณ์ครั้งนี้ เขาก็สารภาพว่ารู้สึกพลังงานถดถอยอยู่ไม่น้อย เขาพูดแบบเนิบเบา เหมือนเอ่ยผ่าน ๆ แต่กลับกลายเป็นกรอบให้กับบทสนทนาที่เหลือ และพาเราเริ่มต้นคุยกันอย่างตรงไปตรงมา
ยิ่งเมื่อคิดว่าเราคุยกันก่อน Milan Design Week ซึ่งเป็นช่วงเวลายุ่งที่สุดของแวดวงดีไซน์ มีอีเวนต์นับร้อยเรียงคิวกันตลอด ก็ยิ่งเข้าใจได้ไม่ยาก ที่นี่ Kanu กำลังจะเปิดตัวคอลเล็กชันใหม่ร่วมกับ Knoll หนึ่งในชื่อที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ดีไซน์สมัยใหม่ “มันไม่ใช่แค่ไม่ช้าลงนะ มันกำลังเร่งขึ้นด้วยซ้ำ!” เขาพูดติดตลก เมื่อฉันถามว่ามองเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ยุ่งเหยิงนี้บ้างหรือยัง
แม้โปรเจ็กต์กับ Knoll จะดึงเวลาและพลังเขาไปมาก แต่บนหน้ากระดาษ นี่คือหมุดหมายชัดเจน เป็นโปรเจ็กต์แรกในสเกลใหญ่ระดับนี้ในโลกอุตสาหกรรมดีไซน์ คอลเล็กชันประกอบด้วยชิ้นงานหนังและเหล็กหลายชุด ถูกทำให้นุ่มนวลขึ้นด้วยพู่ที่ไหลเลื่อนลงมาเกือบชิดพื้น แกว่งไหวเล็กน้อยเมื่อคุณขยับตัวเดินผ่าน
แต่ยิ่งคุยกันนานขึ้น มันยิ่งไม่รู้สึกเหมือน “โมเมนต์” แบบที่วงการชอบเรียก เขาเองก็ไม่มองแบบนั้น ถ้าจะมีอะไรก็เป็นการย้ำถึงวิธีที่โปรเจ็กต์นี้เชื่อมกลับไปสู่งานโดยรวมของเขามากกว่า “ผมใช้ดีไซน์เป็นเครื่องมือเชิงความคิด” เขาบอก “เป็นวิธีพาคนให้เข้ามาใกล้กันมากขึ้น”
ไอเดียนี้ผุดขึ้นมาหลายครั้งในบทสนทนา ในรูปแบบที่ต่างกันเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าความ “เข้าถึงได้” เป็นเรื่องสำคัญสำหรับเขา แต่ไม่ใช่ในแบบตื้นเขิน งานของเขามักเริ่มจากสิ่งคุ้นตา เก้าอี้ โต๊ะ วัตถุที่ทุกคนอ่านออก ก่อนจะค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่บางอย่างที่ผลักให้มองในเชิงความคิดมากขึ้น
กับชิ้นงานเหล่านี้ ซึ่งต่อยอดมาจากงานที่ Kanu ทำไว้ในปี 2021 การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นผ่านการเคลื่อนไหว พู่เหล่านั้นแกว่งไหวเบา ๆ บางจังหวะแทบมองไม่เห็น คอยรับแสงและดึงสายตาคุณ เขาบอกว่ามันคือองค์ประกอบที่ทำให้วัตถุเปลี่ยนไป ทำให้มันเหมือนมีชีวิตในแบบที่อธิบายได้ยาก “มันบังคับให้คุณต้องรู้สึกบางอย่างกับมัน” เขาว่าไว้
สิ่งที่น่าสนใจคือโปรเจ็กต์นี้กลับกลมกลืนกับสิ่งอื่น ๆ ที่เขาทำอยู่แล้วอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าเขา “ก้าวเข้าสู่ดีไซน์” เท่าไหร่ แต่เป็นการขยายสิ่งที่มีอยู่ให้ไกลออกไปมากกว่า เขาปฏิเสธที่จะถูกจัดวางไว้ในกรอบ “collectible design” หรือหมวดหมู่ตายตัวแบบไหนก็ตาม
“พออยู่ในโลกดีไซน์ ทุกอย่างมักถูกย่อลงเหลือแค่ตัวโปรดักต์” เขาว่า “ผมสามารถพาดพิงถึงฟังก์ชันได้ โดยที่วัตถุไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่นั้นจริง ๆ” ช่วงหนึ่งเขาใช้คำว่า exhibition maker เพื่ออธิบายตัวเอง ซึ่งฟังดูใกล้เคียงคำจำกัดความที่สุด ไม่ใช่เพราะมันทำให้ทุกอย่างแคบลง แต่เพราะมันเปิดทุกอย่างให้กว้างขึ้น สำหรับเขา นิทรรศการคือสเปซที่สิ่งต่าง ๆ อยู่ร่วมกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องหาข้อสรุป “ในนิทรรศการ อะไรก็อยู่ได้ทั้งนั้น” เขาพูด “ไม่มีวิธีดูที่ถูกกำหนดตายตัว”
วิธีคิดแบบนี้เหมือนลามไปถึงวิธีที่เขาออกแบบชีวิตตัวเองด้วย ปี 2018 เขาย้ายจาก New York ไปอยู่ Portugal ในโกดังหลังหนึ่งห่างจาก Lisbon ราวชั่วโมงหนึ่ง พอเขาเล่าถึงการย้ายครั้งนั้น มันไม่ใช่เรื่องหนี แต่เป็นเรื่องของโอกาส ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อแรงกดดันบางอย่างหล่นหายไป “การย้ายมา Portugal คือหนึ่งในการตัดสินใจที่ฉลาดที่สุดที่ผมเคยทำ” ใน New York เขาเล่าถึงกระบวนการทำงานที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา วัตถุเดินทางไปมาระหว่างเวิร์กช็อปต่าง ๆ ถูกกำหนดด้วยต้นทุนและโลจิสติกส์ ส่วนที่ Portugal ทุกอย่างช้าลง “แค่มีพื้นที่ ทุกอย่างก็เปลี่ยน” เขาพูด “ของแค่ ‘อยู่’ ตรงนั้นไปก่อน แล้วถึงจุดหนึ่งมันจะบอกคุณเองว่ามันอยากกลายเป็นอะไร”
ภาพของวัตถุที่นั่งนิ่งเงียบอยู่จนกว่าจะมีอะไรบางอย่างขยับ เป็นภาพที่ชวนให้จินตนาการ แต่ขณะเดียวกันก็เหมือนสวนทางเล็กน้อยกับจังหวะชีวิตที่เขากำลังเล่าอยู่นาทีนี้ สเกลงานของเขาใหญ่ขึ้น ความคาดหวังก็สูงขึ้นตาม และดูเหมือนโลกภายนอกจะยากต่อการเมินเฉยกว่าที่เคย “ทุกวันนี้เราเหมือนกำลังค้นหาความหมาย ในยุคที่ ‘ความหมาย’ เองกลับร่อยหรอ” เขาว่าไว้
เขาเล่าถึงการเปิดนิทรรศการล่าสุดของตัวเองใน Milan และความรู้สึก “ไม่เชื่อมต่อ” ระหว่างงาน ผู้ชม และทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นนอกห้องนั้น นั่นเป็นไม่กี่ช่วงที่น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย “ผมทุ่มตัวเองลงไปเยอะมาก” เขาพูด “แล้วสุดท้ายมันก็กลายเป็นแค่กลุ่มนักสะสมผิวขาวกระเป๋าหนัก”
เขาพูดพลางหัวเราะนิด ๆ แต่ไม่มากพอจะทำให้ประโยคนั้นฟังดูเป็นเรื่องล้อเล่นไปเสียทีเดียว คำถามยังค้างอยู่ตรงนั้น—งานนี้ทำเพื่อใคร และมันหมายความอย่างไร เมื่อคุณต้องวางงานของตัวเองลงในระบบที่ไม่ได้ถูกสร้างมารองรับคุณตั้งแต่ต้น
ความตึงเครียดแบบนั้นแทรกตัวอยู่ในโปรเจ็กต์กับ Knoll อย่างเงียบ ๆ เช่นกัน แบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยึดโยงกับสายธารเฉพาะทาง กำลังมาบรรจบกับวิธีทำงานที่ไม่เคยเข้าพวกกับนิยามเดิม ๆ เขาไม่พูดให้ใหญ่โต แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นมีอยู่จริง และมองเห็นได้ถ้าคุณมองหา เขายกความดีส่วนใหญ่ให้กับ Jonathan Olivares ดีไซน์ไดเรกเตอร์คนปัจจุบัน ผู้อยู่เบื้องหลังการคอลแลบครั้งนี้ของ Kanu กับ Knoll “เขาเกิดมาเพื่ออยู่ที่ Knoll” Olivares บอกฉันอย่างนั้น
“Knoll คือบริษัทดีไซน์ที่ก่อตั้งขึ้นจากการมองออกไปข้างนอก ตั้งใจออกห่างจากแค่เฟอร์นิเจอร์ เพื่อดึงเอาไอเดียใหม่ ๆ เข้ามาสู่โลกอินทีเรียร์ และงานของ Dozie เองก็สอดรับกับพันธกิจนี้อย่างเป็นธรรมชาติ เขาคือตัวแทนมุมมองทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ในหมู่ศิลปินร่วมรุ่น”
คำพูดเหล่านี้ไม่ได้ฟังดูเหมือนคำประกาศเกียรติคุณ หากแต่เป็นสิ่งที่เขากำลังค่อย ๆ เดินสำรวจไปพร้อมกับเราในห้วงเวลาจริง รายละเอียดเล็ก ๆ แบบเดียวกันนี้ยังซ่อนอยู่ในตัวงานเองด้วย พู่ที่เห็นได้รับแรงบันดาลใจหลวม ๆ จากประเพณีหน้ากากของไนจีเรีย และวัฒนธรรมคาวบอยแบบเท็กซัส—สองเสี้ยวรากเหง้าของเขาที่ไม่ตะโกนบอกตรง ๆ แต่แทรกอยู่ในภาษาของวัสดุ ไม่มีอะไรถูกอธิบายเกินจำเป็น และมันก็ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นด้วย
พอวงสนทนากลับมาที่ Milan อีกครั้ง เมืองนี้กลับดูเหมือนเรื่องรองเสียมากกว่า การเปิดตัวจะเกิดขึ้น งานจะถูกมองเห็น ถูกบันทึก และถูกส่งต่อหมุนเวียนไป แต่สำหรับ Kanu แก่นจริง ๆ อยู่ที่กระบวนการ “ผมต้องรู้สึกบางอย่าง” และได้อยู่ใกล้คนที่ผมอยากเรียนรู้จากพวกเขา”
คำพูดอาจฟังดูเรียบง่าย แต่กลับติดอยู่ในใจ เพราะใต้ทุกอย่าง—คอลเล็กชันใหม่ สเกลที่ใหญ่ขึ้น การมองเห็นที่ชัดขึ้น—ยังมีแรงขับเดียวกันไหลอยู่ตลอด ไม่ใช่การเสนอสิ่งที่ปิดจบ หรือกำหนดความหมายให้ตายตัว หากแต่ปล่อยให้งานของเขาเคลื่อนไหวต่อไปเรื่อย ๆ



