Teppei Ono คือศิลปินเซรามิกสมัยใหม่ชาวญี่ปุ่นผู้เป็นที่ยกย่อง ผลงานของเขาเปรียบเสมือนบทสนทนาอันทรงพลังระหว่างพลังดิบที่ไม่ถูกขัดเกลา กับความแข็งแกร่งอันเงียบงามของชีวิตประจำวัน เกิดในปี 1958 เส้นทางของเขาเริ่มต้นจากการลุกขึ้นต่อต้านกรอบของสังคมสมัยใหม่อย่างลึกซึ้ง ผลักดันให้เขาออกตามหาเสรีภาพผ่านสื่อพื้นฐานอย่างดินเหนียว
หลังจากฝึกงานที่ศูนย์เครื่องปั้นดินเผาเก่าแก่ในเมือง Tokoname ภายใต้การดูแลของ Ryoji Koie ผู้เป็นตำนาน Ono ก็ย้ายไปอยู่บนเทือกเขาอันสงบนิ่งในจังหวัด Kochi เมื่อปี 1998 เขาใช้ชีวิตอย่างมีวินัยและเป็นจังหวะท่ามกลางธรรมชาติ นวดดินท้องถิ่นของ Kochi ด้วยมือ และเผาในเตาเผาไม้ที่สร้างขึ้นเองทุกเตา กระบวนการอันใกล้ชิดนี้ต้องใช้แรงกายอย่างมากและบางครั้งก็ถึงขั้น “รุนแรง” เขาเคยบรรยายว่างานยุคแรก ๆ คือช่องทางปลดปล่อยแรงกระตุ้นอันคมคายและดุดัน ทว่าเมื่ออายุย่างเข้า 40 ทัศนคติของเขาก็เปลี่ยนไป มุ่งสร้าง “เครื่องปั้นที่มีชีวิต” ที่ตั้งใจจะ “โอบรับ” และปลอบประโลมผู้ใช้
“บางทีการได้เข้ามาอยู่ในโลกของเครื่องปั้นดินเผาอาจเป็นเรื่องของพรหมลิขิต… ตอนเป็นเด็กผมรู้สึกว่าถูกผู้ใหญ่ควบคุมทุกอย่าง ผมโหยหาความเป็นอิสระอย่างมาก และมองว่าเส้นทางศิลปะคือหนทางสู่เสรีภาพนั้น”
นิทรรศการเดบิวต์ของเขาในฮ่องกงที่ BELOWGROUND จัดแสดงผลงานภาชนะเผาไม้มากกว่า 120 ชิ้น ชาม จาน และโถที่ไม่ผ่านการตกแต่งเหล่านี้บันทึกร่องรอยของ “ระบำเปลวไฟ” อันคาดเดาไม่ได้ พื้นผิวจึงดูดิบละมุนไปด้วยรอยไหม้และเถ้าไม้ธรรมชาติ เหนือไปจากรูปทรงเรียบง่าย งานของ Ono มุ่งเชื่อมสะพานข้ามช่องว่างทางวัฒนธรรมและช่องว่างระหว่างรุ่น ถ่ายทอดทั้ง “พลังชีวิต” ที่จับต้องได้ และความเข้มแข็งอันเงียบงามท่ามกลางโลกที่วุ่นวาย เมื่อเส้นทางอาชีพกำลังก้าวสู่กึ่งศตวรรษ มรดกทางศิลปะของเขายังคงนิยามด้วยความเป็นมนุษย์ที่อบอุ่นและใจกว้าง คอยนำพาผู้ใช้ให้ใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีสติและ grounded มากยิ่งขึ้น
Hypebeast จึงชวน Teppei Ono มานั่งพูดคุยแบบสั้น ๆ แต่เข้มข้น
คุณก้าวเข้าสู่โลกของเซรามิกได้อย่างไร?
Teppei Ono: ผมรู้ตัวตั้งแต่เรียนจบมัธยมปลายแล้วว่าอยากเข้าเรียนมหาวิทยาลัยศิลปะ ผมลองสมัครอยู่สามครั้ง และก็พลาดทั้งสามครั้ง สุดท้ายผมตัดสินใจไปเป็นศิษย์ฝึกงานกับครูช่างเซรามิก นั่นคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
คุณคิดว่านั่นคือพรหมลิขิตไหม?
บางทีการได้เริ่มทำเครื่องปั้นดินเผาอาจเป็นเรื่องของโชคชะตา แต่สิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจเดินสายศิลปะจริง ๆ เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมต้นและมัธยมปลาย ตอนนั้นผมรู้สึกว่าถูกผู้ใหญ่ควบคุมทุกอย่าง ผมอยากเป็นอิสระเหลือเกิน และมองว่าศิลปะคือเส้นทางที่จะพาผมไปสู่เสรีภาพนั้น
คุณรู้ได้อย่างไรว่างานชิ้นหนึ่ง “เสร็จสมบูรณ์” แล้ว?
ก่อนจะเปิดเตาเอางานออกมา ผมจะรู้ล่วงหน้าแล้วว่าอยากให้มันออกมาเป็นแบบไหน ตั้งแต่แจกันชิ้นใหญ่ไปจนถึงถ้วยใบเล็กที่สุด ผมมีภาพชัดเจนในหัวเสมอว่าต้องการให้งานชิ้นนั้นจบแบบใด
หนึ่งวันปกติของคุณเป็นอย่างไรบ้าง?
เวลาผมอยู่ที่ Kochi ชีวิตจะเป็นระบบและมีแบบแผนมาก บ้านกับสตูดิโออยู่ติดกัน ผมเริ่มต้นเช้าเวลาเก้าโมง นั่งขึ้นรูปดินบนแป้นหมุน พอเที่ยงตรงก็พักกินมื้อกลางวัน ช่วงบ่ายจะไปอยู่ที่เตา คอยเผางาน แล้วห้าโมงตรงก็เลิกงาน ออกไปเดินเล่นกับสุนัขและค่อย ๆ ผ่อนจังหวะชีวิตลง
ทุกวันนี้คุณเดินทางบ่อยไหม?
ใช่ครับ ผมเดินทางตลอด แค่เดือนที่แล้วผมเพิ่งไปจีน ลาว ไทย และอินเดีย วัฒนธรรมที่หลากหลายเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจชั้นดี โดยเฉพาะอินเดียที่เติมเต็มตัวผมในฐานะมนุษย์ และส่งต่อไปถึงงานเซรามิกของผมด้วย
“ผมใช้ชีวิตที่เรียบง่ายมากเมื่ออยู่บ้าน และรู้สึกพอใจกับมันเต็มที่ ความสุขส่วนใหญ่ของผมมาจากการได้พูดคุยกับผู้คน ตั้งแต่เพื่อนบ้านไปจนถึงทุกคนที่ได้พบเจอไม่ว่าจะที่ไหน”
เส้นลายประจำตัวในงานของคุณ สื่อถึงอะไรเป็นพิเศษไหม?
ผมสร้างเส้นเหล่านั้นด้วยการใช้แปรงโลหะปาดลงไปบนเนื้อดินขณะที่ยังเปียก สำหรับผม การหวีดินแบบนั้นเป็นกระบวนการที่ค่อนข้างรุนแรง เพราะเหมือนเราไปทำลายหรือบิดเบือนเนื้อดิน แต่ขณะเดียวกันมันกลับเยียวยาจิตใจผมอย่างประหลาด เปิดโอกาสให้ผมได้ปลดปล่อยความรุนแรงภายในออกมา และผ่านกระบวนการทั้งหมดนี้ ผมจึงได้งานที่ปราศจากความรุนแรงอย่างสิ้นเชิง อ่อนโยน และสง่างาม ซึ่งผมคิดว่านั่นแหละคือเสน่ห์ของงานผม
หนึ่งปีคุณสร้างงานประมาณเท่าไร?
ปีนี้ถือว่าเยอะกว่าปกติ ผมมีนิทรรศการทั้งหมดสิบครั้ง ในจำนวนนั้นหกครั้งจัดแสดงต่างประเทศ แต่ละงานอาจมีผลงานตั้งแต่ 20 ไปจนถึง 200 ชิ้น ผมไม่ค่อยชอบวัดงานตัวเองด้วยตัวเลขเท่าไร แต่ก็น่าจะพอทำให้เห็นภาพคร่าว ๆ ได้
พอมีเวลาว่าง คุณมีงานอดิเรกอะไรบ้างไหม?
คำว่า “งานอดิเรก” ฟังดูแปลกสำหรับผม เพราะผมถือว่าโชคดีมากที่ได้ทำในสิ่งที่รักทุกวัน ถ้าจะนับก็คงเป็นการเดินทางที่ผมทำบ่อย แต่ผมก็ไม่ค่อยคิดว่ามันเป็นงานอดิเรกนัก เอาตรง ๆ เลยคือผมใช้ชีวิตที่เรียบง่ายมากเมื่ออยู่บ้านและรู้สึกพอใจกับมัน ผมได้ความสุขล้นหลามจากการได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ตั้งแต่เพื่อนบ้านไปจนถึงทุกคนที่ได้พบเจอในทุกที่ที่ไป
นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของ Teppei Ono ในฮ่องกง จัดแสดงที่ BELOWGROUND ไปจนถึงวันที่ 8 มีนาคม 2026
BELOWGROUND
ชั้นใต้ดิน Landmark Atrium
15 Queen’s Road Central
Central, Hong Kong



