สรุป
'State of Art' คือซีรีส์ใหม่ล่าสุดจาก HypeArt ที่ชวนเหล่าศิลปิน คิวเรเตอร์ นักสะสม และบุคคลชั้นนำในวงการ มาร่วมถ่ายทอดมุมมองต่อความคิด ข้อถกเถียง และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่กำลังหล่อหลอมศิลปะร่วมสมัย ผ่านคำถามสุดเอ็กซ์คลูซีฟและการแนะนำส่วนตัว ซีรีส์นี้จะพาไปเจาะลึกสิ่งที่กำลังสร้างความตื่นเต้นให้โลกศิลปะ สิ่งที่ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง และทิศทางที่กำลังจะดำเนินไปต่อจากนี้
การเป็นที่รู้จักไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปสำหรับศิลปินในยุคนี้ โพสต์เพียงโพสต์เดียวสามารถเข้าถึงคนนับล้าน นิทรรศการอิสระสามารถดึงดูดนักสะสมได้ และเส้นทางอาชีพก็สามารถก่อร่างสร้างตัวได้นอกระบบแกลเลอรี่แบบดั้งเดิม แต่การเปลี่ยนความสนใจเหล่านั้นให้กลายเป็นความสำเร็จที่ยั่งยืนนั้นกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
น้อยคนนักที่จะเข้าใจความแตกต่างนี้ได้ลึกซึ้งเท่า Roger Gastman คิวเรเตอร์ นักสร้างภาพยนตร์ และผู้ก่อตั้ง BEYOND THE STREETS ผู้นี้ใช้เวลาหลายทศวรรษในการผลักดันศิลปินจากวงการกราฟฟิตี้ สเก็ตบอร์ด พังก์ และคอมมูนิตี้สายครีเอทีฟอื่นๆ ที่สร้างฐานแฟนคลับของตัวเองได้สำเร็จก่อนที่จะได้รับการยอมรับจากสถาบันกระแสหลักเสียอีก
ในตอนล่าสุดของ State of Art Gastman ได้สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่แยกความสนใจเพียงชั่วข้ามคืนออกจากเส้นทางอาชีพที่มีความหมาย แม้โซเชียลมีเดียจะมอบอิสระให้ศิลปินมากขึ้น แต่เขากลับมองว่าแค่ความโดดเด่นเพียงอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ เพราะสายสัมพันธ์ โครงสร้างพื้นฐาน และการมองการณ์ไกลที่อยู่เบื้องหลังผลงานนั้นมีความสำคัญไม่แพ้ตัวผลงานเลย
ตั้งแต่คุณค่าของการมีแกลเลอรี่เป็นตัวแทน ไปจนถึงความสำคัญของการสร้างสรรค์ผลงานที่โดดเด่นจนปฏิเสธไม่ได้ Gastman ได้นำเสนอมุมมองว่าแท้จริงแล้วศิลปินควรวิ่งตามสิ่งใดกันแน่
“สิ่งสำคัญคือต้องมีใครสักคนที่มองการณ์ไกลไปกว่าแค่ยอดขายในครั้งหน้า”
โซเชียลมีเดียทำให้สมดุลอำนาจระหว่างศิลปินกับแกลเลอรี่เปลี่ยนไปหรือไม่?
แน่นอน เมื่อก่อนศิลปินต้องพึ่งพาแกลเลอรี่ นิตยสาร นักวิจารณ์ พิพิธภัณฑ์ และผู้มีอิทธิพลในวงการเพียงไม่กี่คน เพื่อให้ผลงานของตนได้ผ่านตาหรือได้รับการพิจารณา แต่เดี๋ยวนี้ศิลปินสามารถสร้างผลงานในสตูดิโอตอนเช้า แล้วมีคนนับพันเห็นผลงานนั้นในตอนบ่ายได้เลย ซึ่งมันน่าทึ่งมาก
แต่ความโดดเด่นกับเส้นทางอาชีพไม่ได้เป็นสิ่งเดียวกันเสมอไป โซเชียลมีเดียอาจจะเก่งเรื่องการสร้างกระแส แต่การสร้างผลงานที่มีความหมายและรักษาอาชีพให้ยาวนานถึงสามหรือสี่สิบปีนั้นเป็นคนละเรื่องกันเลย
ศิลปินมีอำนาจควบคุมมากขึ้นในปัจจุบัน พวกเขาสามารถสร้างฐานผู้ติดตามและสร้างกระแสได้ด้วยตัวเอง ซึ่งหมายความว่าการมีความสัมพันธ์กับแกลเลอรี่อาจกลายเป็นแค่ทางเลือกหนึ่ง ไม่ใช่หนทางเดียวที่จะก้าวไปข้างหน้าอีกต่อไป
ศิลปินสามารถสร้างอาชีพที่จริงจังและยั่งยืนนอกระบบแกลเลอรี่แบบดั้งเดิมได้หรือไม่?
ได้สิ ศิลปินทำแบบนั้นกันมาตั้งนานแล้ว ศิลปินบางคนที่ผมร่วมงานด้วยมาตลอดชีวิตอาชีพต่างก็มาจากวงการกราฟฟิตี้ สเก็ตบอร์ด พังก์ การถ่ายภาพ หรืองานสิ่งพิมพ์ ซึ่งโลกเหล่านี้ไม่ได้มานั่งรอการอนุญาตจากระบบศิลปะแบบดั้งเดิมเลย
แต่ในท้ายที่สุด หากคุณต้องการให้ผลงานยังคงอยู่ต่อไปหลังจากที่คุณไม่อยู่แล้ว คุณก็ต้องมีโครงสร้างรองรับ ไม่ว่าโครงสร้างนั้นจะมาจากแกลเลอรี่แบบดั้งเดิมหรืออะไรที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงก็ตาม สำหรับผมมันไม่ได้สำคัญเลย
สิ่งสำคัญคือต้องมีใครสักคนที่มองการณ์ไกลไปกว่าแค่ยอดขายในครั้งหน้า
“ชื่อบนป้ายหน้าประตูมีความสำคัญน้อยกว่าสิ่งที่คนเหล่านั้นทำให้กับศิลปินจริงๆ”
ศิลปินยังต้องการแกลเลอรี่อยู่ไหม? เพราะอะไร?
ทั้งใช่และไม่ใช่ ทุกวันนี้ศิลปินมีวิธีสร้างผู้ติดตามและขายงานด้วยตัวเองมากกว่าแต่ก่อน ซึ่งนั่นเป็นเรื่องดี แต่แกลเลอรี่ชั้นเยี่ยมควรทำได้มากกว่าแค่ขายภาพวาด พวกเขาเป็นผู้มอบบริบท คอนเนคชัน โอกาส และบางครั้งก็เป็นคนที่กล้าบอกคุณตรงๆ ว่างานที่คุณเพิ่งสร้างเสร็จมันไม่ได้ดีอย่างที่คุณคิดหรอกนะ
ศิลปินไม่ได้จำเป็นต้องมีแกลเลอรี่เสมอไป พวกเขาแค่ต้องการพาร์ทเนอร์ที่ดี บางครั้งพาร์ทเนอร์ที่ว่าอาจจะเป็นแกลเลอรี่ คิวเรเตอร์ ผู้จัดการหรือเอเจนท์ สถาบัน หรือกลุ่มคนที่พวกเขาสร้างขึ้นมาล้อมรอบตัว ชื่อบนป้ายหน้าประตูจึงมีความสำคัญน้อยกว่าสิ่งที่คนเหล่านั้นกำลังทำให้กับศิลปินจริงๆ
ทุกวันนี้แกลเลอรี่มอบอะไรให้กับศิลปินในสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถสร้างเองได้ง่ายๆ บ้าง?
เวลาและโครงสร้างพื้นฐาน ศิลปินควรอยู่ในสตูดิโอเพื่อสร้างสรรค์ผลงาน พวกเขาไม่ควรต้องใช้เวลาครึ่งวันไปกับการตอบอีเมล ทวงใบแจ้งหนี้ จัดการเรื่องขนส่ง คุยกับศุลกากร เจรจากับนักสะสม วางแผนนิทรรศการ และมานั่งคิดว่าภาพวาดนี้จะไปอยู่ที่ไหนในอีกสิบปีข้างหน้า
แกลเลอรี่ที่ดียังมาพร้อมกับคอนเนคชันที่ต้องใช้เวลาหลายสิบปีในการสร้าง ทั้งนักสะสม พิพิธภัณฑ์ คิวเรเตอร์ นักเขียน และศิลปินคนอื่นๆ ต่อให้คุณมีผู้ติดตามถึง 1 ล้านคน แต่คุณอาจจะไม่มีคอนเนคชันเหล่านี้เลยก็ได้ และบางครั้งสิ่งที่มีค่าที่สุดที่แกลเลอรี่สามารถให้ได้ก็คือมุมมอง ใครสักคนที่เข้าใจผลงาน เข้าใจประวัติศาสตร์ และสามารถช่วยวางแผนสำหรับอีกยี่สิบปีข้างหน้า แทนที่จะเป็นแค่ยี่สิบโพสต์ถัดไปบน Instagram
การมีแกลเลอรี่เป็นตัวแทนยังคงสื่อความหมายอย่างไรต่อนักสะสม พิพิธภัณฑ์ และสถาบันต่างๆ?
ในแง่ดีที่สุด มันคือการแสดงถึงความมุ่งมั่น การที่แกลเลอรี่ที่ได้รับการยอมรับเอาชื่อเสียงของตัวเองมาการันตีศิลปิน นั่นหมายความว่า “เราเชื่อมั่นในผลงานชิ้นนี้ เรากำลังลงทุนกับมัน และเราตั้งใจที่จะอยู่ตรงนี้ไปอีกนาน”
สิ่งนี้ยังคงมีความหมายต่อนักสะสมและสถาบัน เพราะมันมาพร้อมกับความรับผิดชอบ มีคนคอยดูแลเรื่องประวัติ แหล่งที่มา นิทรรศการ การยืมผลงาน การเก็บข้อมูล และเรื่องน่าเบื่ออื่นๆ อีกมากมายที่จะกลายเป็นสิ่งสำคัญในอนาคต
แน่นอนว่าการมีแกลเลอรี่ไม่ได้ทำให้ผลงานดีขึ้นโดยอัตโนมัติ มีศิลปินแย่ๆ มากมายที่ได้แกลเลอรี่ดีๆ และก็มีศิลปินเก่งๆ อีกหลายคนที่ไม่มีแกลเลอรี่เลย
“ผมเองก็คงอยากได้แกลเลอรี่ดีๆ แต่ผมจะไม่ทำให้ ‘การได้แกลเลอรี่’ เป็นเป้าหมายหลัก เป้าหมายของผมคือการสร้างสรรค์ผลงานที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้”
หากศิลปินสามารถขายงานให้นักสะสมได้โดยตรง แล้วอะไรที่ทำให้การแบ่งรายได้ 50% ให้แกลเลอรี่กลายเป็นความคุ้มค่า?
ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ถือเป็นจำนวนที่ไม่น้อย และแกลเลอรี่ที่ดีก็ควรจะพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าทำไมพวกเขาถึงคู่ควรกับส่วนแบ่งนั้น หากแกลเลอรี่ทำแค่ตอบอีเมล ส่งไฟล์ PDF และรับรูดบัตรเครดิต ผมก็เข้าใจได้ว่าทำไมศิลปินถึงตั้งคำถามนี้
แต่ถ้าพวกเขาเป็นผู้ออกทุนจัดนิทรรศการ ทำแคตตาล็อก นำผลงานไปแสดงในงานแฟร์ จัดเก็บ ขนส่งไปทั่วโลก แนะนำให้รู้จักกับนักสะสม สร้างคอนเนคชัน จัดวางผลงานอย่างพิถีพิถัน จัดการสื่อ ดูแลตลาด และช่วยพัฒนาอาชีพให้ศิลปินแม้ในยามที่ยังไม่มีผลงานพร้อมขาย นั่นก็ถือเป็นความสัมพันธ์ที่ต่างออกไปเลย
แกลเลอรี่ชั้นยอดพิสูจน์คุณค่าของส่วนแบ่งที่ได้รับผ่านระยะเวลาหลายปี ไม่ใช่แค่จากการซื้อขายเพียงครั้งเดียว
แกลเลอรี่ยังถูกสร้างขึ้นมาเพื่อฟูมฟักศิลปินในระยะยาวอยู่หรือไม่ หรือความสัมพันธ์ได้กลายเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางธุรกิจมากขึ้น?
มีทั้งสองแบบ มีแกลเลอรี่ที่ทุ่มเทเวลาหลายสิบปีในการสร้างเส้นทางอาชีพให้ศิลปินอย่างแท้จริง และก็มีแกลเลอรี่ที่เป็นเหมือนแค่ร้านค้าปลีกราคาแพงที่จัดแสงสวยๆ ซึ่งปกติแล้วศิลปินมักจะดูออกได้เร็วมากว่ากำลังดีลอยู่กับแกลเลอรี่แบบไหน
ความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดที่ผมเคยเห็นคือการเป็นพาร์ทเนอร์กัน มันมีความเชื่อใจ การโต้เถียง การทดลอง ความผิดพลาด นิทรรศการที่ยอดเยี่ยม นิทรรศการที่แย่ การไปทานมื้อค่ำ หรือแม้แต่การโทรหากันในเวลาแปลกๆ… มันรวมทุกอย่างไว้หมด เส้นทางอาชีพไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ดังนั้นคุณจึงต้องการคนรอบข้างที่จะไม่หายหน้าไปในวินาทีที่ผลงานขายไม่ออก
หากวันนี้คุณเป็นศิลปินหน้าใหม่ การมีแกลเลอรี่เป็นตัวแทนยังคงเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของคุณหรือไม่?
ผมเองก็คงอยากได้แกลเลอรี่ดีๆ แต่ผมจะไม่ทำให้ ‘การได้แกลเลอรี่’ เป็นเป้าหมายหลัก เป้าหมายที่แท้จริงคือการสร้างสรรค์ผลงานที่โดดเด่นจนใครก็ปฏิเสธไม่ได้ ผมคงจะดูงานศิลปะอย่างต่อเนื่อง ศึกษาประวัติศาสตร์ ทำความรู้จักกับศิลปินคนอื่นๆ สร้างคอนเนคชัน จัดนิทรรศการทุกที่ที่มีโอกาส ตีพิมพ์ผลงาน ออกเดินทาง และค้นหาว่าจริงๆ แล้วผมต้องการจะสื่อสารอะไร
และถ้าท้ายที่สุดแล้วมีแกลเลอรี่ชั้นเยี่ยมอยากจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางนั้น มันก็คงยอดเยี่ยมมาก แต่ผมคงไม่มัวนั่งรอให้ใครมาค้นพบหรอก ยุคนี้มันมีตั้งหลายวิธีที่จะทำให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้น สร้างผลงานออกมาเถอะ ทำให้ผู้คนมีเหตุผลที่จะอยากมาตามหาคุณเองดีกว่า