ในช่วงสุดสัปดาห์แรกของเดือนธันวาคม Vaundyขึ้นแสดงไลฟ์เซ็ตเต็มรูปแบบนอกประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ศิลปินนักร้อง–นักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์ชาวญี่ปุ่นมากฝีมือ ผู้มักถูกยกให้เป็นหนึ่งในศิลปินแถวหน้าของวงการ J-pop ยุคนี้ ขึ้นสเตจหลักในฐานะเฮดไลเนอร์ปิดงานเทศกาลดนตรีใหญ่ที่ฮ่องกง นับตั้งแต่เดบิวต์ในปี 2019 เขาดูแลทุกดีเทลด้วยตัวเอง ทั้งเนื้อเพลง ทำนอง เรียบเรียง ไปจนถึงงานภาพสำหรับฮิตหลายแนวของตัวเอง ทำให้โชว์ครั้งนี้กลายเป็นก้าวสำคัญในเส้นทางการขยายตัวตนบนเวทีโลกของเขาอย่างแท้จริง
สำหรับการเดบิวต์บนเวทีต่างประเทศครั้งนี้ Vaundy ตั้งใจถ่ายทอดบรรยากาศสเตจที่เคลื่อนไหวไม่หยุดและดึงสายตาให้เหมือนกับคอนเสิร์ตโซลด์เอาต์ทุกโชว์ในญี่ปุ่นของเขา การแสดงถูกขับเน้นด้วยสีสันจัดจ้าน การจัดเวทีสุดดรามาติก และเอฟเฟ็กต์แสงที่คิดมาอย่างดี โดยเฉพาะแบ็กไลต์ทรงพลังซิกเนเจอร์ที่ฉายให้เกิดเงาซิลูเอตต์คมกริบของ Vaundy บนเวที
“ผมอยากให้แน่ใจว่าแค่คุณฟังเพลงของผม ร่างกายคุณจะขยับตามไปเองโดยไม่รู้ตัว”
ก่อนขึ้นโชว์ Vaundy พูดตรงไปตรงมาถึงความคาดหวังต่อผู้ชมต่างชาติ “เอาตรง ๆ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องเตรียมใจรับพลังแบบไหน” เขายอมรับ “พวกเขาต้องแตกต่างจากคนดูในญี่ปุ่นของผมแน่นอน… ผมเองก็ยังสงสัยอยู่เลยว่าฝั่งไหนจะมีพลังมากกว่ากัน” ความถ่อมตัวของเขายิ่งชัดเจนเมื่อถูกถามว่ารู้ตัวไหมว่ามีแฟนจำนวนมากในฮ่องกง “ผมไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ มีด้วยเหรอครับ?”
ท้ายที่สุดความกังวลก็เกินเหตุ เมื่อเสียงตอบรับจากคนดูเดือดพล่านทั้งฮอล Vaundy เปิดเซ็ตด้วยอินโทรดนตรีที่ทุกคนคุ้นหู ต่อด้วยเพลงเปิดตัวที่เข้าบรรยากาศได้อย่างลงล็อกอย่าง “Tokyo Flash” เพลงเดบิวต์แจ้งเกิดในปี 2019 เซ็ตนี้เผยให้เห็นสไตล์ที่ไร้กรอบของเขาทันที ไล่ไปตั้งแต่เพลงสายฟังกี้ผสานกลิ่นอาย R&B อย่าง “Fukakouryoku” ไปจนถึงพาร์ตระเบิดอารมณ์บนเวทีในเพลง “Hadaka no Yuusha” — ผลงานที่แฟน ๆ รู้จักกันดีในฐานะเพลงเปิดของอนิเมะแฟนตาซีผจญภัยยอดนิยมเรื่อง Ranking of Kings.
ด้วยความที่เนื้อเพลงภาษาญี่ปุ่นของเขามักมีความซับซ้อนและลึกซึ้ง เราจึงถาม Vaundy ว่าองค์ประกอบทางดนตรีใดที่เขาให้ความสำคัญที่สุด เพื่อให้สารที่อยากสื่อสามารถทะลุผ่านกำแพงภาษาได้ เขาตอบทันทีว่า “ริธึ่ม” ก่อนอธิบายต่อว่า “ผมอยากให้แน่ใจว่าแค่คุณฟังเพลงของผม ร่างกายคุณจะขยับตามไปเองโดยไม่รู้ตัว” แก่นคิดนี้เองที่ทำให้ Vaundy สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจผ่านเสียงเพลงกับผู้ฟังได้ “ผมตั้งใจสร้างความนิ่งและความมั่นคงบางอย่าง เพื่อให้คนฟังรู้สึกสบายใจที่จะปล่อยร่างกายให้ไหลไปตามดนตรีของผม”
เมื่อคุยกันถึงองค์ประกอบนอกเหนือจากดนตรีที่จำเป็นสำหรับการสื่อสารตัวตนแบบ “Vaundy” กับผู้ฟังกลุ่มใหม่ เขากลับทำให้เราประหลาดใจด้วยการลดทอนความสำคัญของงานภาพ แม้บนเวทีจะมีเลเซอร์และไลต์ที่สาดแสงพุ่งเข้าหาผู้ชม แต่ Vaundy บอกชัดว่า “สิ่งที่ผมแคร์ที่สุดคือซาวด์ เสียงร้อง และตัวเพลง” เขาอธิบายว่างานไฟและเอฟเฟ็กต์บนเวทีเป็นเพียงตัวช่วยเสริมบรรยากาศ เพราะเขาแทบไม่ใช้วิชวลคอนเสิร์ตแบบไลฟ์เลย “ท้ายที่สุดแล้ว คำพูดกับภาษาเป็นแค่เครื่องมือ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือพวกเรา—คนที่ใช้เครื่องมือเหล่านี้—ต้องทำให้มัน ‘เท่’ สำหรับคนดูให้ได้” เขาย้ำอย่างหนักแน่น
การไม่ยอมให้ตัวเองติดกรอบอยู่ในเพลงเพียงแนวเดียวยังกลายเป็นลายเซ็นสำคัญของเขา เมื่อถูกถามให้ลองนิยาม “เสียงแบบ Vaundy” สำหรับแฟนหน้าใหม่ เขาตอบอย่างรู้จักตัวเองดีว่า “ผมว่าถ้าคุณถึงขั้นงงว่าจะจัดเพลงของผมลงแนวไหนดี นั่นแหละคือความ ‘Vaundy’ สุด ๆ แล้ว” เขามองว่าคำจำกัดความจริง ๆ อยู่ที่คนฟังและประสบการณ์ส่วนตัวกับเพลงของเขามากกว่า “ลองนึกภาพว่าคุณบังเอิญไปเจอเพลงเท่ ๆ เพลงหนึ่งในช่วงเวลาและสถานที่บางอย่าง แล้วถ้าเพลงนั้นดันเป็นเพลงของผม เพลงนั้นแหละคือ ‘เสียงแบบ Vaundy’ ที่แท้จริงสำหรับคุณ”
“ท้ายที่สุดแล้ว คำพูดกับภาษาเป็นแค่เครื่องมือ สิ่งสำคัญคือพวกเรา—คนที่ใช้เครื่องมือเหล่านี้—ต้องทำให้มัน ‘เท่’ ในสายตาผู้ฟังให้ได้”
หลังจากฝากโมเมนต์บนเวทีที่ลืมไม่ลงเอาไว้ในงานเทศกาลดนตรีญี่ปุ่นชื่อดังมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Summer Sonic และ FUJI ROCK ในอดีต จึงเห็นได้ชัดว่า Vaundy ไม่ใช่มือใหม่เรื่องการสะกดคนดูในเฟสติวัลอีกต่อไป สำหรับเขา ความต่างระหว่างการเตรียมโชว์เฟสติวัลกับคอนเสิร์ตคือจังหวะและการวางเพซ “บนเวทีเฟสติวัล เรามักเริ่มร้องกันแทบจะทันที แทบไม่มีช่วงพัก เลยใส่ได้เต็มที่แบบไม่ต้องยั้ง” เขาเล่า “ผมว่าขึ้นเฟสติวัลแล้วถ้าไม่ใส่ให้สุดก็คงไม่มีประโยชน์อะไร” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ ก่อนทิ้งท้ายว่า “ผมคิดว่าครั้งนี้จะเป็นหนึ่งในโชว์ที่ดังและอัดแน่นที่สุดของผมเลย”
และเขาก็ทำได้ตามที่ลั่นวาจาไว้แบบไม่มีพลาด การขึ้นเวทีต่างประเทศครั้งแรกเต็มไปด้วยพลัง คนดูอินกันทั้งฮอล เซ็ตลิสต์เรียงทัพเพลงฮิตที่กระโดดข้ามแนวไปมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น “Odoriko” “Fuujin” และ “Koikaze ni Nosete” พลังงานในฮอลพุ่งถึงจุดพีกเมื่อเข้าสู่โหมดเพลงอนิเมะของเขา ได้แก่ “Homunculus” (จาก My Hero Academia: You’re Next) ตามด้วยเพลงหลอนสันหลังอย่าง “Saikai” (จาก The Summer Hikaru Died) ไปจนถึงเพลงฮิตกระหึ่ม “CHAINSAW BLOOD” (จาก Chainsaw Man) และแอนธัมประจำตัวอย่าง “Kaiju no Hanauta”
“ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นหนึ่งในโชว์ที่ดังและบ้าพลังที่สุดของผมเลย”
แม้จะเป็นเดบิวต์ต่างประเทศที่มีความหมายยิ่งใหญ่ แต่ Vaundy ก็ยังคงดูชิลและผ่อนคลาย เมื่อถูกถามว่ารู้สึกกดดันไหมที่ต้องนิยามตัวเองในฐานะศิลปินภายในโชว์หนึ่งชั่วโมง เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนตอบว่า “ไม่กดดันเลย เพลงเดียวก็พิสูจน์ตัวเองได้แล้ว” สำหรับเขา โชว์ครั้งนี้ถือว่าสำคัญต่อการวางแผนเส้นทางในอนาคต เพราะเชื่อว่าฟีดแบ็กจริง ๆ มาจากคนดูตรงหน้า ไม่ใช่แค่ตัวเลขในระบบ “ผมว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าคนดูชอบอะไรตอนอยู่ในไลฟ์จริง ๆ … ผมมีลางสังหรณ์ว่าฟอร์มการเล่นของผมในอนาคตอาจเปลี่ยนไปตามผลของโชว์วันนี้เหมือนกัน”
เมื่อถูกถามถึงปีที่โคตรจะผลิตรัว ๆ ของเขา Vaundy ทำเสียงอือในลำคอเล็กน้อย ก่อนยอมรับว่า “มันเยอะไปหน่อยจริง ๆ” เขาเล่าว่าตารางแน่นเอี๊ยดส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยไฟของตัวเองล้วน ๆ “หลายอย่างที่ผมทำปีนี้ มาจากแพสชันล้วน ๆ” มองไปข้างหน้าสู่ปี 2026 เขาสัญญาว่าจะมีทั้งเพลงใหม่และคอนเสิร์ตตามมาอีก พร้อมเปลี่ยนจุดโฟกัสเล็กน้อย “ปีหน้าผมจะโฟกัสกับโปรเจ็กต์ที่เป็น ‘งาน’ มากขึ้น แต่ก็อยากทำอะไรนอกเหนือจากดนตรีเยอะ ๆ เหมือนกัน อย่างวาดรูปหรือทำวิดีโออีกสักรอบก็น่าสน” เขาย้ำอีกครั้งถึงความตั้งใจกับฐานแฟนต่างชาติที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยการฝากข้อความว่า “ถ้าพวกเขาอยากให้ผมกลับมา ผมก็จะกลับมาแน่นอน”



