สรุปย่อ
- Fender ได้รีแบรนด์ PreSonus Studio One Pro อย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อใหม่ Fender Studio Pro 8 ก้าวสำคัญที่ผสานโมเดลแอมป์ Mustang และ Rumble แบบเนทีฟจำนวน 57 รุ่น และเอฟเฟ็กต์ก้อนอีก 73 แบบ เข้าไปอยู่ในอินเทอร์เฟซของ DAW โดยตรง
- การเปิดตัวซอฟต์แวร์ครั้งนี้มาพร้อมไลน์อัปฮาร์ดแวร์ใหม่อย่าง Quantum Series (รวมถึงรุ่น HD 2 และ LT 16) และ AudioBox Go ที่มาพร้อมปรีแอมป์ MAX-HD ความละเอียดสูง ให้เกนสูงสุด 75 dB และตัวแปลงสัญญาณประสิทธิภาพสูงแบบ 32-bit/192 kHz
Fender กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการสร้างสรรค์ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการเปิดตัว Fender Studio อย่างเป็นทางการ ในฐานะอีโคซิสเตมครบวงจรที่หลอมรวมโทนเสียงระดับไอคอนเข้ากับพลังการบันทึกเสียงในระดับมืออาชีพ การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้คือการรีแบรนด์ซอฟต์แวร์ Studio One Pro ที่ได้รับคำชมอย่างล้นหลามให้กลายเป็น Fender Studio Pro 8 นำโมเดลแอมป์ Mustang และ Rumble แบบสมจริงมาไว้ในเวิร์กสเตชันภายในซอฟต์แวร์โดยตรง ด้วยการฝังรายละเอียดของโทนเสียงระดับตำนานเหล่านี้ลงในอินเทอร์เฟซโฉมใหม่ที่ร่วมสมัย Fender จึงมอบเส้นทางการทำงานที่ลื่นไหลให้ศิลปิน ตั้งแต่ริฟฟ์แรกไปจนถึงมาสเตอร์เวอร์ชันที่สมบูรณ์แบบ
ฝั่งฮาร์ดแวร์ก็ได้รับการอัปเกรดให้ก้าวล้ำไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยอินเทอร์เฟซซีรีส์ใหม่ Fender Quantum Series และ AudioBox Go เครื่องมือเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อความเที่ยงตรงสูงสุด มาพร้อมปรีแอมป์ความละเอียดสูงและการประมวลผลดีเลย์ต่ำเป็นพิเศษ (อัลตร้าโลว์เลเทนซี) เพื่อเก็บทุกรายละเอียดของการเล่นได้อย่างคมชัด สำหรับสายที่ชอบสัมผัสการควบคุมจริง รุ่น Fender Motion Controllers ที่กำลังจะตามมา มอบระบบนำทางที่ใช้งานง่าย และแป้น FATAR ที่ตอบสนองอารมณ์การเล่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยให้เหล่าครีเอเตอร์ไหลไปกับโฟลว์การสร้างสรรค์ได้อย่างต่อเนื่อง
“ตลอดเวลากว่าทศวรรษ Studio One Pro ได้กลายเป็นมาตรฐานของการโปรดิวซ์เพลงยุคใหม่” Max Gutnik Chief Product Officer แห่ง FMIC กล่าว “การบาลานซ์ระหว่างพลังการทำงาน ความคิดสร้างสรรค์ และความง่ายในการใช้งาน ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ศิลปินนับไม่ถ้วน และหล่อหลอมวิธีการทำเพลงในวันนี้ ด้วย Fender Studio Pro เรากำลังต่อยอดคุณสมบัติที่ผู้ใช้หลงรักเหล่านั้น ด้วยอินเทอร์เฟซโฉมใหม่ โมเดลแอมป์และเอฟเฟ็กต์ระดับรางวัลของ Fender รวมถึงเวิร์กโฟลว์และฟีเจอร์ใหม่ที่ใช้งานได้อย่างเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น ทำให้การสร้างสรรค์ดนตรีเร็วขึ้น น่าตื่นเต้นกว่าเดิม และเชื่อมต่อกันได้มากกว่าที่เคย”



