Asspizza หรือ Austin Babbitt คือชื่อที่คนพูดถึงล้ำหน้าตัวเขาไปแล้ว เหมือนทุกชื่อที่ถูกดึงออกมาจากตำนานแฟชั่น SoHo ยุค 2010s แค่ได้ยินก็รู้เลยว่ากำลังจะมีความอลหม่านบางอย่างตามมา
ฉันนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม Babbitt ในออฟฟิศย่าน West Village ไม่กี่ชั่วโมงก่อนงานโชว์ศิลปะใหม่ของเขา และน่าแปลกใจที่ได้เจอเขาในโหมดนิ่งสงบ กำลังเก็บรายละเอียดผ้าใบ ระบายลายขีดเขียนแบบฟรีแฮนด์ทับลงไปอีกรอบ เปิดเพลงคันทรี่เบา ๆ คลอ แล้วฮัมตาม บนรถศิลปะคันใหม่เอี่ยมมีชีวประวัติเล่มหนา ๆ ของ Steve Jobs และ Bruce Lee วางกองอยู่ เขาบอกว่าพร้อมจะเปิดอ่านทันทีที่งานจบ
ต่อยอดจากงานในปี 2024 ซึ่งเป็นงานเดบิวต์ของเขาร่วมกับ Amanda Bynes เมื่อสัปดาห์ก่อน ศิลปิน–ดีไซเนอร์คนนี้เพิ่งเปิดตัวนิทรรศการครั้งที่สองกับ CART Department ของ Larry Warsh ในสเปซใหม่ย่านตอนล่าง Manhattan จัดแสดงไปจนถึงวันที่ 28 มกราคม ยึดพื้นที่ Free Parking ไว้แบบมีลายเซ็นชัดเจน เดือดดาล ฉุนเฉียว แต่ก็ถูกคุมให้นิ่งและเป็นระบบ ใจกลางงานคือรถศิลปะ 1995 BMW 5 Series ที่ถูกแต่งเต็มยศ— คันเดียวกับที่เคยใช้ในงานของ Ai Weiwei ปี 2015 ชื่อ“Lego Car” ในรูปแบบอินสตอลเลชัน— ที่ถูกรีเวิร์กใหม่ให้กลายเป็นชิ้นงานของ Asspizza และกลายเป็นหนึ่งในงานสะสมของ CART ไปแล้ว
“ทั้งชีวิตของผมมันเหมือนวิ่งแข่งไล่ตามตัวเองอยู่ตลอด”
ไม่ไกลกัน ผ้าใบเพนต์มือ เย็บ chain stitch ละเอียดยิบ และคลังชิ้นงานสูงท่วมหัวที่ดึงออกมาจากอาร์ไคฟ์ส่วนตัวของ Babbitt ทำให้เส้นระหว่างแฟชั่นกับศิลปะของเขายิ่งคุยกันชัดขึ้น: ตั้งแต่เสื้อยืด 730 รุ่นล่าสุดธีมPokémon วางคู่กับทีเชิ้ตบูตเลกชื่อกระฉ่อนอย่าง“Pablo” รวมถึง Supreme ยุคแรก ๆ ที่ทำให้ Luka Sabbat และเสื้อผ้าอีกเป็นร้อยชิ้นที่ช่วยเล่าเรื่องรอยต่อของทั้งหมดนี้
“ทั้งชีวิตของผมมันเหมือนวิ่งแข่งไล่ตามตัวเองอยู่ตลอด” Babbitt บอกฉัน หลังจากใช้เวลาสามปีที่ Tennessee สร้างโรงงานพิมพ์ของตัวเองชื่อ 730 วันนี้เขากลับบ้านที่ New York แล้ว หลังจากใช้ชีวิตไล่ตามดรอปต่อดรอปมานานเป็นสิบปี เขาพร้อมจะผ่อนจังหวะ แล้วโฟกัสกับ Asspizza ในฐานะศิลปิน— ที่ตอนนี้โตขึ้น มั่นคงขึ้น แต่ยังมีประกายความบังเอิญสุดพิเศษวิบวับอยู่เหมือนเดิม
ในวาระนิทรรศการใหม่ครั้งนี้ เรานั่งคุยแบบตรงไปตรงมากับ Babbitt ถึงเส้นทางที่พาเขาเข้าสู่โลกศิลปะร่วมสมัย
ตั้งแต่งานเดบิวต์ครั้งแรก คุณมองเห็นการเติบโตของตัวเองยังไงบ้าง?
ตอนผมทำโชว์แรกในปี 2024 ผมเพิ่งเริ่มลงมือทำงานจริงจัง เช่าพื้นที่แถบ Broadway อยู่เดือนหนึ่ง มันไม่ใช่แกลเลอรีจริงจังหรอก แต่ผมก็ยังขายภาพได้หมดด้วยตัวคนเดียว
ปีนี้ผมอยากโฟกัสกับการทำงานศิลปะให้มากขึ้น แต่ก่อนผมไขว้เขว เพราะต้องคอยพยุงธุรกิจให้รอด ต้องหาเงิน ต้องขายเสื้อผ้า ต้องทำทุกอย่าง แต่สำหรับผม เสื้อผ้าก็คืองานศิลปะ เป็นแค่อีกช่องทางหนึ่งที่ผมใช้สร้างงานออกมา
ก่อนหน้านี้คุณเคยเปรียบงาน one-of-one ของตัวเองว่าเหมือนผ้าใบหนึ่งผืน จริง ๆ แล้วคุณเริ่มเพนต์มานานแค่ไหนแล้ว?
ผมวาดรูปมาตลอด ทำอะไรมั่ว ๆ ของตัวเองไปเรื่อย ผมเริ่มทำผ้าใบตั้งแต่ปี 2013 แต่ก็ไม่ได้จริงจังกับมัน จนกระทั่งได้ทำโชว์ครั้งแรกนั่นแหละถึงเริ่มเอาจริง
มีจุดไหนไหมที่คุณตัดสินใจเหยียบคันเร่งสุดกับงานศิลปะ หรือมันค่อย ๆ ไหลมาเป็นสเต็ปถัดไปตามธรรมชาติมากกว่า?
มันค่อย ๆ มาเองตามธรรมชาติ ปัญหาของผมตลอดมาคือเรื่องการจัดระบบ แล้วก็การทำอะไรให้ “ถูกต้องตามสูตร” ผมเป็นคนทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อให้ตัวเองเดินหน้าไปต่อมากกว่า ปีนี้เลยโฟกัสว่าต้องคิดให้เป็นระบบ คิดให้ฉลาดขึ้น
เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าเมื่อก่อนคุณเคยเพนต์รถอะไรมาแล้วบ้าง?
รถคันแรกของผมคือ BMW ที่ซื้อที่ LA แต่คันแรกที่ผมเอาสเปรย์พ่นจริง ๆ เป็นรถของเพื่อน ตอนนั้นผมยังไม่มีใบขับขี่ด้วยซ้ำ แต่เราก็ขับมันเล่นกันไปทั่ว ผมโดนตำรวจโบกหลายรอบมาก แต่เขาปล่อยตลอด เพราะผมพูดหวานใส่ตำรวจจนผ่านทุกที
ทั้งหมดมันอยู่ในแผนอยู่แล้ว
จริง จัง ๆ
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คุณไปอยู่ Tennessee อะไรเป็นแรงผลักให้ย้ายไปที่นั่น แล้วอะไรดึงคุณกลับมา New York?
ผมเป็นคน New York เกิดและโตที่นี่ อยู่ดี ๆ ก็ไปทำภารกิจข้างทางที่ LA แป๊บหนึ่ง ผมอยากตั้งร้านสกรีนพิมพ์เสื้อด้านหลังสตูดิโอเพลงกับเพื่อนชื่อ James ที่เขามีสตูดิโอเล็ก ๆ ในโรงรถอยู่แล้ว แต่มันแพงมาก แล้วยุ่งยากสุด ๆ ถ้าจะซื้ออาคาร ผมเลยแบบ ‘ช่างแม่งเหอะ ไปเช่าโรงงานกันดีกว่า’
เราเลยย้ายไป Tennessee หาโลเคชันจนเจอ แล้วตั้ง 730 ขึ้นมา ที่นั่นแหละที่ผมพิมพ์เสื้อผ้าทั้งหมด ช่วงแรกผมบินไปมาระหว่างที่โน่นกับที่นี่อยู่พักหนึ่ง แต่ถ้าจะให้ทุกอย่างเดินได้จริง ผมต้องโฟกัสเต็มที่เลยย้ายไปอยู่ Tennessee จริงจัง อยู่ประมาณสามปี แล้วเราก็ใช้ชีวิตกันมันมาก
ผมกลับมา New York เพราะตอนนี้ 730 เดินระบบของมันเองได้แล้ว ตอนนี้ผมมีสตูดิโออยู่ที่นี่ และได้โฟกัสสร้างสิ่งที่ตัวเองอินจริง ๆ
ในเมื่อมีโชว์กับ CART ก็ต้องถามหน่อยว่าคุณได้ใบขับขี่มายังไง
ผมได้ใบขับขี่ที่ Tennessee ง่ายจนแบบน่ากลัวเลย ตอนสอบผมยังขับฝ่าไฟแดงด้วยซ้ำ แต่ก็อ้อนคนคุมสอบจนผ่าน ใต้ wrap รถมันเป็นลาย airbrush ฟักทองกับก็อบลินเต็มไปหมด ดูหลุดโลกมาก ผมขับรถกระบะคันนั้นไปจอดให้สอบแล้วเธอดันเสียสมาธิทันที หันมาคุยใหญ่เลยว่าสามีเธอบ้าชอบ Halloween แค่ไหน
แล้วคุณขับรถศิลปะของตัวเองบ่อยแค่ไหน?
รถเพนต์ทุกคันที่ LA โดนลากไปแล้วก็ถูกขายเป็นอะไหล่หมด เราไม่มีเอกสารจดทะเบียนจะไปเอากลับมาได้ ผมเคยมีรถกระบะอีกคันที่หุ้ม wrap ลายธงชาติอเมริกัน สุดท้ายก็ยกให้คนอื่นไป ผมเคยเอาสเปรย์พ่นรถตอนมีมีตติ้งหลายคันเหมือนกัน ตอนนี้เลยยังพอมีรถเพนต์ของผมวิ่งอยู่ข้างนอกบ้าง
“ผมต้องจุดไฟรักการสร้างงานขึ้นมาใหม่ เพราะก่อนหน้านี้ติดอยู่ในวังวนที่ต้องปล่อยดรอปตลอดเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด ตอนนี้ผมผ่านมาแล้ว”
ช่วงนี้อะไรที่ยังทำให้คุณรู้สึกตื่นเต้นอยู่ แล้วปีนี้คุณมองอนาคตตัวเองยังไง?
มันให้แรงบันดาลใจมากนะ เวลานึกได้ว่าผมสามารถแค่ทำอะไรแล้วสนุกไปกับมันได้ ผมต้องจุดไฟรักการสร้างงานขึ้นมาใหม่ เพราะเคยติดอยู่ในลูปที่ต้องปล่อยดรอปอะไรสักอย่างตลอดเพื่อจะได้อยู่รอด ตอนนี้ผมผ่านจุดนั้นมาแล้ว
ผมอยากทำเสื้อผ้าที่ตัวเองภูมิใจ อยากทำงานศิลปะที่ตัวเองภูมิใจ ผมอยากทุ่มลงกับงาน แล้วปล่อยสิ่งที่ตัวเองอยากปล่อย นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้ผมยังเดินหน้าต่อ
พอ 730 เดินระบบตัวเองได้แล้ว การมีเวลาและพื้นที่มาทำงานศิลปะมากขึ้นมันเป็นยังไงบ้าง?
ผมพยายามจัดระบบทุกอย่างให้เป็นระเบียบและดูโปรขึ้น ผมเรียนรู้ไป ทำไป ซ้อมไปต่อหน้าคนทั้งโลก ไม่มีใครมานั่งสอนเรื่องพวกนี้ให้คุณหรอก ผมมั่นใจกับทีมตัวเองมาก และถ้าไม่มีพวกเขา ทุกอย่างคงไม่เกิดขึ้น สำคัญมากนะที่จะต้องเจอคนที่ช่วยเสริมจุดแข็งของคุณ
มุมมองแบบไหนที่เป็นเหมือนเข็มทิศให้การทำงานของคุณตอนนี้?
ผมเลิกพยายามจะ “บังคับให้มันเวิร์ก” มานานแล้ว แล้วตัดสินใจปล่อยให้ God นำทาง ผมอธิบายไม่ได้เลยว่าทำไมเรื่องบังเอิญ หรือดวงดาวทั้งหลายถึงเรียงตัวกันสวยงามให้ผมขนาดนี้ ถ้าคุณมีเจตนาบริสุทธิ์ ทุกอย่างมันจะประกอบกันลงล็อกเอง ผมไม่ได้เป็นคนเคร่งศาสนามาตลอดชีวิตหรอก แต่วิถีชีวิตนี้ต่างหากที่ทำให้ผมเชื่อใน God
ฟังดูเหมือนคุณเชื่อในจังหวะฟ้าลิขิตพวกนี้มากทีเดียว
ความเครียดและภาระจากการพยายามบาลานซ์ทุกอย่างให้เวิร์กนี่แหละ สามารถฆ่าคนได้เลย ผมยอมรับไปแล้วว่าทุกอย่างอาจพังพินาศได้วันพรุ่งนี้ แต่พอคุณมีศรัทธาแล้ววางใจใน God คุณจะเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง แล้วทุกอย่างจะถูกจัดให้เข้าที่เอง ทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยเหตุผลของมันจริง ๆ มันบ้ามาก
ทั้งเรื่องดี เรื่องแย่ มันไม่ใช่แค่พาเราเลี้ยวไปอีกทาง แต่กำลัง—
ปกป้องเราอยู่
“ทุกคนโดนลวงให้ทำตัวลึกลับ รักษาภาพลักษณ์ แล้วก็ทำเท่… แต่คุณต้องกล้าเทหมดหน้าตัก
ไหน ๆ ก็พูดถึงเรื่องโชคชะตาแล้ว การร่วมงานกับ CART และ Larry มันเกิดขึ้นได้ยังไง?
ลูกชายของ Larry ชื่อ Jonah กำลังอินกับประวัติศาสตร์แฟชั่น SoHo เขาไปดูไลฟ์ที่มี Mike the Ruler, Luca กับผม แล้วดันชอบ พอเราได้เจอกัน เขาบอกผมว่าควรทำโชว์กับพ่อเขา ผมก็โอเคเลย จากนั้นเขากับ Larry ก็มาที่สตูดิโอ แล้วเราก็คลิกกันแบบง่าย ๆ จากวันนั้นจนวันนี้เราก็เลยมาถึงตรงนี้
ในฐานะคนที่ทำงานอยู่ตรงเส้นเทาระหว่างแฟชั่น ศิลปะ และตอนนี้คือสตรีมมิง คุณมีคำแนะนำอะไรให้คนที่อยากสร้างชื่อในภูมิทัศน์วัฒนธรรมยุคนี้บ้าง?
ทุกคนโดนหลอกให้ทำตัวลึกลับ รักษาภาพลักษณ์ แล้วก็ทำตัวเท่ ทุกวันนี้ทุกอย่างเร็วมาก แล้วก็ล้นไปหมด คุณต้องลองทุกอย่างแล้วโยนตัวเองออกไปข้างหน้า ผู้คนกลัวการถูกตัดสินกันเกินไป คุณต้องกล้าเทหมดหน้าตัก เพราะไม่มีใครมานั่งจำหรอกว่าคุณลง TikTok อะไร เขาจะจำว่าคุณเป็นใครต่างหาก
คุณไม่ได้จะต้องอินกับทุกดรอปที่ปล่อยออกไป หรือชอบทุกวิดีโอที่ตัวเองทำ แต่ทั้งหมดนั้นจะพาคุณไปสู่ระดับที่อยากไปให้ถึง คุณต้องปรับตัวตามยุคและกล้าลองของใหม่ เพราะถ้าคุณไม่พร้อมจะทำแบบนั้น ทุกอย่างจะยากขึ้นมาก ไม่มีใครทำนายได้หรอกว่าอะไรจะเปรี้ยง



