เมื่อ Matthieu Blazy ตัดสินใจนำคอลเล็กชัน Métiers d’Art เดบิวต์ของตัวเองสำหรับ Chanel มาจัดแสดงใหม่อีกครั้ง การย้ายโชว์จาก New York มายัง Seoul จึงไม่ได้รู้สึกเหมือนแค่เปลี่ยนโลเกชั่นเชิงเทคนิค แต่เป็นการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ บนรันเวย์แห่ง Centre Pompidou Hanwha แห่งใหม่ โชว์ถูกเผยโฉมในฐานะจุดตัดอันมีชีวิตชีวาของป๊อปคัลเจอร์ระดับโลก ศิลปะร่วมสมัย และงานฝีมือปารีเซียงระดับหาตัวจับยาก เมื่อนึกย้อนถึงการนำเสนอครั้งมโหฬารนี้ Blazy เล่าแยกให้ฟังถึงการดิ่งลึกสู่ประวัติศาสตร์ งานช่างฝีมือระดับมาสเตอร์ และความเป็นมนุษย์อันลึกซึ้งที่ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ของเขาต่อบ้านแฟชั่นหรูระดับไอคอน ในบทสนทนาเอ็กซ์คลูซีฟกับ Hypebeast
สำหรับ Blazy การตัดสินใจพาคอลเล็กชันมาจัดที่ South Korea ซึ่งเขาขับเคลื่อนร่วมกับ Bruno Pavlovsky ประธานฝ่ายแฟชั่นของ Chanel นั้นมีที่มาจากอิทธิพลร่วมสมัยอันปฏิเสธไม่ได้ของเมืองนี้ เขามองเห็นความมีชีวิตชีวาที่เดินคู่ขนานกัน ระหว่างถนนคึกคักใน Manhattan กับการไต่ระดับทางวัฒนธรรมอย่างรวดเร็วของ Seoul
“ไม่ใช่ว่าผมอยากจะเอา New York มาเปรียบเทียบกับ Seoul นะ แต่สำหรับผม สองเมืองนี้มีเอเนอร์จี้ที่คล้ายกัน” Blazy อธิบาย “มีบางอย่างที่ดึงดูดมาก ๆ กำลังเกิดขึ้นใน Seoul… พอพูดถึงคำว่า culture ผมหมายถึงวัฒนธรรมที่กลายเป็นระดับโลกไปแล้วจริง ๆ เราทุกคนรู้กันดี เชฟยอดเยี่ยม อาหารสุดว้าว ดนตรีสุดปัง ภาษา Korean กลายเป็นภาษาที่มีคนเรียนมากเป็นอันดับสามใน USA เพราะ K-pop และภาพยนตร์ และผมก็รู้สึกว่า Seoul คือฉากหลังที่เพอร์เฟ็กต์สำหรับคอลเล็กชันนี้”
ตัวสถานที่เองยิ่งตอกย้ำวิสัยทัศน์ของเขา โชว์จัดขึ้นในมิวเซียมใหม่ที่อุทิศให้กับ cubism ทำให้บรรยากาศสะท้อนมิติต่าง ๆ ของคอลเล็กชันได้อย่างลงตัว “Cubism คือการแทนภาพของผู้หญิงหรือผู้ชาย” เขาเล่า พลางเชื่อมโยงอย่างมีจังหวะกวี ระหว่างขบวนการศิลปะที่แตกชั้นเป็นมิติกับเหล่าคาแรกเตอร์หลากหน้าหลายตาที่เขาส่งลงรันเวย์
Chanel ในแบบของ Blazy ตั้งต้นจากตัวคนที่สวมเสื้อผ้า มากกว่าจะให้เสื้อผ้ามากำหนดตัวตนคน เขามองภาพแฟชั่นเป็นหม้อหลอมรวมที่ละลายเส้นเวลาให้หายไป ผสมผสานยุค 70s ช่วง Art Deco และปัจจุบันเข้าด้วยกัน สะท้อนวิธีที่ผู้คนบนท้องถนนมิกซ์ไอเท็มวินเทจกับชิ้นโมเดิร์นอย่างเป็นธรรมชาติ “ผมรับพลังจากผู้หญิง พวกเธอแต่งตัวเพื่อตัวเอง” เขาว่าไว้ “มันคือเรื่องนี้เลย… ลุคใส่ทุกวัน ลุคไปออฟฟิศ ลุควิ่งออกไปช้อปปิง อะไรประมาณนั้น สิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับลุคเหล่านี้คือมันไม่ใช่แค่เรื่องแฟชั่น แต่เป็นเรื่องของคนที่สวมมัน”
เมื่อดิ่งลึกลงไปในอาร์ไคฟ์ของ Chanel Blazy ก็หยิบเอารายละเอียดที่ทั้งเซอร์ไพรส์และสนุกสนานกลับมา เขานำลาย animal print มาตีความใหม่ โดยชี้ให้เห็นว่า “ตัว Gabrielle Chanel เอง… จริง ๆ แล้วเธอเป็นคนแรกที่ทำในยุค 20s” เขายังไม่กลัวที่จะอัดพลังป๊อปคัลเจอร์ร่วมสมัยเข้าไปในแบรนด์มรดกนี้ ผ่านลุคที่ได้แรงบันดาลใจจากซูเปอร์ฮีโร่อย่าง “Spider-Man” และ “Superman” ชุดสูททวีดลายป๊อปคอร์น ไปจนถึงลุคที่เป็นการคารวะหมาของตัวเองอย่างน่าเอ็นดู
เขายังท้าทายกรอบเดิม ๆ ของการแต่งตัวแบบ corporate อย่างเต็มที่ ด้วยซิลูเอตที่สตูดิโอของเขาตั้งชื่อเล่นให้ว่า “the cupcake” อย่างเอ็นดู “ไอเดียคือคุณจะเป็นผู้หญิงทำงานก็จริง แต่คุณก็มีสิทธิ์ที่จะสวย” Blazy ยืนยัน “การเลือกที่จะไม่ใช่แค่โมเดิร์น แต่ยังน่ารักด้วย ก็เป็นการตัดสินใจของผู้หญิงที่แอ็กทีฟเหมือนกัน”
ในแก่นแท้แล้ว คอลเล็กชัน Métiers d’Art คือจดหมายรักถึงเหล่าช่างฝีมือระดับตำนานแห่งปารีสที่ทำงานอยู่ที่le19M. Blazy มองคอลเล็กชันนี้ผ่านมุมมองแห่งความเคารพลึกซึ้งต่อเหล่าช่างฝีมือระดับประวัติศาสตร์ที่ทำให้สเก็ตช์ของเขามีชีวิต “มันคือคอลเล็กชัน ready-to-wear แต่เครื่องมือคือมือคน” เขาอธิบายไว้อย่างงดงาม “สำหรับผมในฐานะดีไซเนอร์ มันน่าสนใจมากที่ได้พูดคุยกับ Lesage ซึ่งมีรากลึกในงานปัก แต่ขณะเดียวกันก็ได้คุยกับ Montex ที่มีแนวทางโปรเกรสซีฟกว่ามาก หรือ Lemarié ที่ทำงานขนนกได้… รวมถึงรองเท้าที่ทำร่วมกับ Massaro ด้วย”
สำหรับ Blazy การกำกับดูแลอาตีเยร์ประวัติศาสตร์เหล่านี้ต้องเริ่มจากการถอยออกมาแล้วซึมซับภูมิปัญญาข้ามรุ่นของพวกเขา “คุณต้องลองนึกภาพว่านี่คือคอลเล็กชันที่อัดแน่นไปด้วยองค์ความรู้… หลายคนรู้เทคนิคหนึ่งเทคนิคมานานกว่า 40 ปี แล้วผมเอง เวลาไปยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา ผมถ่อมตัวมาก ผมตั้งใจฟัง”
สิ่งที่ Blazy รู้สึกได้อย่างลึกซึ้งที่สุดอาจเป็นมุมมองของเขาต่ออิทธิพลที่ Gabrielle Chanel มีต่อความผ่อนคลายแบบโมเดิร์น เขาย้อนเล่าถึงการเดินทางไป New York ในยุค 1920s ของเธอ ที่การได้เห็นผู้หญิงย่านดาวน์ทาวน์สวมเสื้อผ้า “ในแบบฉบับของ Chanel” เพื่อใช้ในชีวิตจริงทุกวัน ทำให้มุมมองด้านการออกแบบของเธอเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
เมื่อกลับถึง Paris เธอได้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ทั้งปฏิวัติและปลดปล่อยอย่างแท้จริง: “เธอจะลดรูแขนลงเล็กน้อย เพิ่มความสบายในตัวเสื้อ แล้วก็เติมผ้าให้กระโปรงอีกนิด เพื่อที่คุณจะได้เดินจริง ๆ” สำหรับ Blazy ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ในประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่มาก “ผมมองว่านี่คือจุดกำเนิดเล็ก ๆ ของ streetwear Chanel ไม่ได้มีแค่ดอก camellia แต่มันยังคือ street wear การปลดปล่อย เสรีภาพ และการเคลื่อนไหวด้วย”
เหนือไปกว่าการตัดเย็บไร้ที่ติและ savoir-faire เชิงประวัติศาสตร์ โชว์ที่ Seoul ยังเป็นเรื่องส่วนตัวอย่างลึกซึ้งสำหรับครีเอทีฟไดเรกเตอร์ เขาตั้งใจเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ดำเนินต่อเนื่องกับเหล่านางแบบ พร้อมบอกว่ารันเวย์คือพื้นที่ของการกลับมาพบกันและการแบ่งปันหมุดหมายสำคัญในชีวิต



