Universal Genève คัมแบ็ก เปิดตัวไอคอนเรือนใหม่สุดปัง
ตำนานเรือนเด่นอย่าง Polerouter และ Compax หวนคืน มาพร้อมกลไกรุ่นใหม่สเปกโมเดิร์น.
สรุป
- Universal Genève คัมแบ็กสู่เวทีหลักด้วยไอคอนรุ่นคลาสสิกโฉมใหม่ นำทัพโดย Polerouter, Compax และ Cabriole
- กลไก Microtor รุ่นผลิตใหม่ล่าสุดขับเคลื่อนนาฬิกา Swiss สไตล์ร่วมสมัยที่ได้แรงบันดาลใจจากโลกคูตูร์เหล่านี้
- กำหนดส่งมอบทั่วโลกในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2026 ครอบคลุมทั้งคอลเล็กชันหลักและรุ่นออร์เดอร์พิเศษ
Universal Genève แบรนด์ที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับสมญา “Le Couturier de la Montre” กำลังหวนคืนสู่แถวหน้าของโลกนาฬิกาชั้นสูงอย่างที่ทุกคนรอคอย การย้ายกลับสู่บ้านประวัติศาสตร์บนถนน Rue du Rhône แห่งเจนีวา ทำให้เมซงที่ถูกปลุกชีพขึ้นมาใหม่นี้ได้รื้อฟื้นมรดกการผสานงานช่างเชิงเทคนิคขั้นสูงเข้ากับสุนทรียศาสตร์ที่ลึกซึ้ง พอร์ตโฟลิโอใหม่ถูกจัดโครงสร้างอย่างพิถีพิถัน แบ่งเป็นไลน์ Polerouter, Compax, Cabriolet, Disco Mini รวมถึงคอลเล็กชัน Couture และ Signature มอบตัวเลือกตั้งแต่นาฬิกาเรียบหรูสำหรับทุกวันไปจนถึงชิ้นงานไฮจิวเวลรีระดับมาสเตอร์พีซ
หัวใจของการรีลอนช์ครั้งนี้คือโฉมใหม่ของ Polerouter รุ่นตำนานที่ Gérald Genta ออกแบบไว้ตั้งแต่ปี 1954 ให้กับ Scandinavian Airlines สำหรับเที่ยวบินสู่ขั้วโลกยุคบุกเบิก Polerouter เวอร์ชันร่วมสมัยยังคงเคารพโค้ดการออกแบบยุคมิดเซ็นจูรี ทั้งหน้าปัดครอสแฮร์ซิกเนเจอร์ วงแหวนรัดขอบ และขาตัวเรือนบิดโค้งอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมปรับสัดส่วนให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของผู้สวมใส่ยุคใหม่ ภายในบรรจุกลไก UG-110 Microtor รุ่นพัฒนาใหม่ ตัวเครื่องบางเฉียบเพียง 3.8 มม. แบบขึ้นลานอัตโนมัติ พร้อมพลังงานสำรองยาวนาน 72 ชั่วโมง มีทั้งขนาด 37 มม. และ 39 มม. ในไลน์ Prêt-à-Porter รวมถึงรุ่นแคปซูลเชิงอาร์ตที่มาพร้อมหน้าปัดหินเนื้อเส้น และโทนสีแบบ camaïeu ทำให้ Polerouter รุ่นใหม่ผสานนวัตกรรมกลไกเข้ากับสไตล์ที่หรูหราและยืดหยุ่นต่อการมิกซ์แอนด์แมตช์ได้อย่างลงตัว
Universal Genève ยังชุบชีวิต Compax โครโนกราฟสปอร์ตยุค 1960s ที่ต่อยอดกลายเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมด้วยภาพลักษณ์ของนางแบบชาวฟินแลนด์ Nina Rindt ซึ่งมักถูกถ่ายภาพขณะยืนข้างสนามแข่งคอยจับเวลารอบ Formula One ของสามี Jochen Rindt ทำให้หน้าปัด “panda” ขาวดำสุดไอคอนิกและสายหนังแบบ bund สุดแข็งแกร่งกลายเป็นลุคฮิตเหนือกาลเวลา Compax โฉมใหม่ยังคงเคารพความงามแบบมิดเซ็นจูรีด้วยตัวเรือนขนาด 39.5 มม. ขอบเซรามิกแบบ tachymeter และหลักชั่วโมงยกตัวสไตล์วินเทจ ขับเคลื่อนด้วยกลไก UG-200 รุ่นใหม่ ความหนาเพียง 6.63 มม. ที่รวมทั้งไมโครโรเตอร์ โครโนกราฟแบบคอลัมน์วีล และพลังงานสำรอง 72 ชั่วโมงไว้ในเครื่องเดียว คอลเล็กชันนี้ยังมีรุ่นแคปซูลสายแฟชั่น จับคู่หน้าปัดลายผ้าลินินโปร่งแสงกับสายหนังลุคเดนิม เติมลูกเล่นสนุก ๆ ในโทนโมเดิร์น
การรีลอนช์ครั้งนี้ยังพาเมซงออกสำรวจเส้นตัดกันระหว่างศิลปะและกลไกผ่านสองไลน์อย่าง Cabriolet และ Disco Mini โดย Cabriolet ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 1933 ในนาม “Ideo” คือมาสเตอร์พีซสไตล์ Art Deco ที่โดดเด่นด้วยตัวเรือนแบบพลิกกลับได้เพื่อปกป้องหน้าปัด วันนี้กลับมาในฐานะแคนวาสคู่สำหรับการครีเอต ใช้ตัวอักษร Bifur แบบจัดเต็มของ Cassandre และเปิดให้สั่งวาดภาพจิ๋วบนฝาหลังตามแรงบันดาลใจจากผลงานของ Tamara de Lempicka ส่วน Disco Mini คือคอลเล็กชันใหม่หมดจดสำหรับผู้หญิง ได้แรงบันดาลใจจากทรง “Disco Volante” ยุคมิดเซ็นจูรีและเสน่ห์คูตูร์หลังสงคราม มาพร้อมดีไซน์ทรงกลมไร้ขาตัวเรือน รุ่น 28 มม. และ 32 มม. ใช้ระบบกำไลที่ให้ผู้สวมใส่สลับเป็นสายหนังสีจัดจ้านหรือสายทวีด Julien Faure ได้อย่างง่ายดาย
ในฐานะไฮไลต์ยิ่งใหญ่ของการรีลอนช์ Universal Genève เปิดตัว Couture Creations และ Signature Timepieces ซึ่งสะท้อนศักยภาพสูงสุดของเมซงอย่างเต็มเปี่ยม Couture Creations ยกระดับงานนาฬิกาขึ้นสู่โลกไฮจิวเวลรี ผ่านชิ้นงานวันออฟอะไคนด์อย่าง Disco Maxi ขนาด 42 มม. ที่ประดับหน้าปัด ruby root คู่กับไล่เฉดแซปไฟร์เจียระไนทรงบาแก็ตต์สุดโดดเด่น และรุ่น Dioramic ที่จับคู่หน้าปัดหยก imperial ทรงโดมเข้ากับโครงงานฝังมรกตสุดประณีต ด้าน Signature Timepieces คือกลุ่มนาฬิกาทำจำนวนจำกัดที่ตีความไอคอนในประวัติศาสตร์อย่างซื่อสัตย์ เช่น Dioramic รุ่นดั้งเดิมปี 1956 และ Uni-Compax ทรงไร้ขา “Disco Volante” สองไลน์นี้ช่วยเติมเต็มวิสัยทัศน์สร้างสรรค์ของ Universal Genève ให้มรดกอันเข้มข้นยังคงส่งอิทธิพลต่ออนาคตของ haute horlogerie
การจัดส่งนาฬิกา Universal Genève เจเนอเรชันใหม่นี้จะเริ่มในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2026 หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าไปที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของเมซง.
ชมโพสต์นี้บน Instagram



















