BMW Art Car ตำนานยังแรงไม่ตก
เมื่อ BMW พา BMW 635CSi ผลงานระดับไอคอนของ Robert Rauschenberg บินลัดฟ้ามาร่วมงาน Art Basel Hong Kong 2026 เราได้พูดคุยกับ Prof. Dr. Thomas Girst ย้อนมอง 51 ปีแห่งการสั่นสะเทือนวัฒนธรรม การขยับจากสนามแข่งสู่ท้องถนน และเหตุผลว่าทำไม Art Car ยังเป็นสัญลักษณ์สูงสุดของ “พิพิธภัณฑ์เคลื่อนที่” จนถึงวันนี้
Robert Rauschenberg เคยวาดฝันถึงโลกที่เต็มไปด้วย “พิพิธภัณฑ์เคลื่อนที่” และเขาก็ทำฝันนั้นให้เป็นจริงเมื่อเปลี่ยน BMW 635CSi ให้กลายเป็นผลงานศิลปะบนล้อสำหรับโครงการ BMW Art Car หลายสิบปีผ่านไป พิมพ์เขียวความคิดอันล้ำสมัยของเขายังคงร่วมสมัยไม่ต่างจากเมื่อ 40 ปีก่อน เพื่อเป็นการสดุดีครบรอบหนึ่งศตวรรษอย่างสมศักดิ์ศรี BMW จึงนำ Art Car คันนี้มาจัดแสดงที่ Art Basel Hong Kong 2026 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ผลงานชิ้นเอกนี้ได้อวดโฉมในเอเชีย
ตลอดสี่ทศวรรษที่ผ่านมา โครงการ BMW Art Car ที่เรารู้จักกันในวันนี้ได้ผ่านการปรับเปลี่ยนมาหลายระลอก ปัจจุบันกระบวนการคัดเลือกอยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการนานาชาติซึ่งประกอบด้วยผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ระดับแถวหน้า โดย BMW จะเสนอรุ่นรถเข้าสู่กระบวนการ แต่การเลือกศิลปินจะปล่อยให้เป็นสิทธิขาดของเหล่าผู้เชี่ยวชาญ ทำให้โครงการมีบรรยากาศต่างออกไปจากยุค ‘80s อย่างชัดเจน “ครั้งหนึ่งในยุค ‘80s เราใช้รถรุ่นผลิตจริง ผมคิดว่าเพราะตอนนั้น BMW กำลังกลายเป็นแบรนด์ระดับโลก และเราอยากให้เห็นว่ารถของเราบนท้องถนนเป็นของที่ทุกคนเอื้อมถึงได้” Prof. Dr. Thomas Girst หัวหน้าฝ่าย Cultural Engagement ระดับโลกของ BMW เล่าให้ Hypebeast ฟัง แม้ศิลปินอย่าง Julie Mehretu และ Jeff Koons จะพาโปรเจ็กต์กลับไปสู่สนามแข่งสุดโหดอย่าง Le Mans และ Daytona ทศวรรษแห่งความฟุ้งเฟ้อกลับเลือกเฉลิมฉลองรถที่ผู้คนขับใช้งานจริง ซึ่งสะท้อนพันธกิจของ Rauschenberg ได้อย่างตรงตัวและถูกถ่ายทอดผ่าน BMW 635CSi ของเขาอย่างเต็มเปี่ยม แตกต่างจากรถแข่งล้วน ๆ ของศิลปินรุ่นพี่ช่วงทศวรรษ 1970 อย่าง Alexander Calder, Roy Lichtenstein และ Andy Warhol ผลงานของ Rauschenberg คือการถ่ายทอดแนวคิดเรื่อง “ความเข้าถึงได้” ลงบนผืนผ้าใบที่วิ่งบนถนนได้จริง เชื่อมโลกของวิศวกรรมระดับหัวกะทิกับประสบการณ์ของคนทั่วไปเข้าหากัน
ในยุคที่โลกดิจิทัลคือสมรภูมิใหม่ BMW ยังคงยืนหยัดพาศิลปะออกจากโถงเงียบของแกลเลอรีสู่พื้นถนนจริงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการในปี 1975 BMW ก็เปิดรับเทคโนโลยีล่าสุดให้ศิลปินใช้กับซีรีส์ Art Car มาโดยตลอด ตั้งแต่พู่กันและสี ไปจนถึงการหุ้มฟอยล์ เทคโนโลยีเสมือนจริง (AR) ไปจนถึงแอปพลิเคชัน เหมือนที่ Cao Fei สร้างไว้ใน BMW Art Car หมายเลข 18 ของเธอ แต่เมื่อมีโอกาสพาศิลปะออกนอกกำแพงพิพิธภัณฑ์ Prof. Dr. Girst เล่าว่าศิลปินจำนวนมากรีบคว้าไว้ทันที พร้อมเสริมว่า “เหมือนกับ John Baldessari ที่ไม่อยากให้คนชมงานของเขาแค่ในมิวเซียม แต่อยากให้เห็นบนท้องถนนจริง ๆ”
“ตรงนี้แหละที่ BMW Art Cars เข้ามามีบทบาท” เขากล่าว “พาศิลปะไปหาผู้คน แทนที่จะรอให้ผู้คนเดินทางไปหาศิลปะ”
Hypebeast: Art Car ปี 1986 นำภาพจากผลงานของบรมครูยุค Renaissance และ Neoclassical อย่าง Bronzino และ Ingres มาใช้ สำหรับโครงการ Art Car แล้ว การรักษาบทสนทนากับประวัติศาสตร์ศิลป์ไปพร้อมกับการผลักดันขีดจำกัดของเทคโนโลยียานยนต์สำคัญแค่ไหน?
BMW Art Cars น่าสนใจสำหรับคนที่หลงใหลศิลปะและดีไซน์ไม่แพ้คนที่อินกับวิศวกรรม เทคโนโลยี มอเตอร์สปอร์ต และการแข่งรถ ดังนั้น ในขณะที่เราให้เกียรติศิลปิน และศิลปินเหล่านั้นโค้งคำนับต่อประวัติศาสตร์ศิลป์ ก็ไม่จำเป็นเลยว่าพวกเขาต้องย้อนศึกษาอดีตหลายร้อยปีแบบที่ Rauschenberg ทำ เมื่อเขานำ Une Odalisque ของ [Jean-Auguste-Dominique] Ingres แห่งศตวรรษที่ 19 มารับบทเสมือนผู้ช่วยคนขับ และ Portrait of a Young Man ของ Bronzino มารับบทเป็นคนขับรถของเขา
แน่นอนว่าเขายังหยิบเอาพืชพรรณและสัตว์จาก Captiva เกาะนอกชายฝั่ง Florida ที่เขามีสตูดิโอและใช้เป็นที่ทำงานบน BMW Art Car คันนี้มาร่วมด้วย เขาออกแบบฟอยล์ของรถ พร้อมวางคอนเซ็ปต์โทนขาว–ดำแบบมินิมัล ให้สะท้อนแนวทางเดียวกับที่ Frank Stella ทำไว้บนรถในปี 1976 ด้วยลายกริดขาว–ดำ เพื่อเป็นการคารวะทีมวิศวกรผู้อยู่เบื้องหลังรถคันนั้น
เล่ากันว่าตอนที่รถของ Rauschenberg ถูกขับเข้ามาในสตูดิโอครั้งแรก เขาบอกว่ารถสีขาวล้วนคันนั้นยืนเด่นอยู่ราวกับราชสีห์ จากนั้นเขาก็หัวเราะแล้วบอกว่า อยากทำอีกสัก 10 คัน สำหรับผม Robert Rauschenberg ในปี 1985 คือศิลปินที่ “โพสต์โมเดิร์น” อย่างแท้จริง และหัวใจของความโพสต์โมเดิร์นคือการหยิบภาพจากอดีตมาลองเล่นและตีความใหม่ รถคันนี้จึงเป็นตัวอย่างชัดเจนของช่วงเวลานั้นในชีวิตเขา แน่นอนว่าเขาหลงใหลเรื่องความเคลื่อนไหวและ “พิพิธภัณฑ์ที่ขับเคลื่อนได้” มาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว จึงไม่แปลกที่เขาจะบอกว่ารถคันนี้คือความฝันที่กลายเป็นจริง และเมื่อมองถึงแนวคิดเรื่อง collaboration และบทสนทนาข้ามวัฒนธรรมยาวนานหลายศตวรรษ ทุกมิติก็มารวมตัวกันอย่างงดงามอยู่ในรถคันนี้
Rauschenberg ใช้รถคันนี้เป็นสนามทดลองแนวคิดของ Walter Benjamin ว่าด้วย “The Work of Art in the Age of its Mechanical Reproduction” เมื่อเราก้าวสู่ยุค AI และศิลปะเชิงกำเนิด (generative art) โครงการนี้พัฒนาไปอย่างไรเพื่อรับมือกับวิธีการทำซ้ำเชิง “กลไก” หรือดิจิทัลรูปแบบใหม่ ๆ?
สิ่งสำคัญในบทความของ Walter Benjamin คือแนวคิดเรื่อง “ออร่า” ไม่ว่าผลงานศิลปะจะถูกทำซ้ำกี่ครั้ง เราจะเห็นมันบ่อยแค่ไหน แม้แต่ในโลกออนไลน์ทุกวันนี้ ก็ยังมีออร่าบางอย่างที่ดำรงอยู่กับชิ้นดั้งเดิมเท่านั้น ผมมองว่า Robert Rauschenberg ใช้รถคันนี้เพื่อท้าทายเพดานคำถามว่า อะไรคือของจริง? อะไรคือของดั้งเดิม? เราจะเล่นสนุกกับไอเดียจากอดีตได้อย่างไร? จะหยิบมาใช้ในรูปแบบที่เบาสบาย ไม่เคร่งครัดเกินไปได้ไหม? จะทำให้ศิลปะเข้าถึงง่ายขึ้นได้อย่างไร? จะทำให้ศิลปะ “มีความหมาย” กับผู้คนให้ได้มากที่สุดได้อย่างไร? นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขารักการทำงานกับรถ เพราะโดยนิยามแล้ว รถทำให้ศิลปะเคลื่อนที่ไปหาผู้คนบนท้องถนน และอย่างที่ผมบอกไป เขาไม่ได้ใช้แค่ประวัติศาสตร์ศิลป์หรือการอ้างอิงทางศิลปะเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพืชพรรณน่าทึ่งจาก Captiva Island และ Florida สถานที่ที่รถคันนี้ถือกำเนิดขึ้นด้วย
เมื่อพูดถึง AI ผมคิดว่า BMW ให้ความสนใจอย่างมากกับศิลปินที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีล้ำสมัย อย่างที่รู้กันดีว่าศิลปินซึ่งเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นนั้นใช้เทคโนโลยีล่าสุดมาตลอด ตั้งแต่ยุค Renaissance ที่กล้องโทรทรรศน์และกล้องจุลทรรศน์เปิดประตูสู่จักรวาลใหม่ให้กับศิลปินจิตรกร มาจนถึงปัจจุบันที่การใช้ AI และโลกดิจิทัลกลายเป็นอีกพื้นที่ในการสร้างสรรค์ ซึ่งสอดคล้องกับธุรกิจหลักของ BMW เอง เรามองว่าตัวเองอยู่แถวหน้าของนวัตกรรมเทคโนโลยี และเรายินดีอย่างยิ่งที่จะได้เห็นและได้ร่วมงานกับศิลปินที่กล้าขยับไปข้างหน้ามาในทิศทางเดียวกัน แน่นอนว่าทุกครั้งที่เราทำงานกับศิลปิน พวกเขาจะมีเสรีภาพเต็มที่ในการสร้างสรรค์ เราไม่เข้าไปแทรกแซง เพราะเสรีภาพนี้สำคัญต่อการให้ศิลปินสร้างงานที่พลิกวงการพอ ๆ กับที่มันสำคัญต่อวิศวกรและดีไซเนอร์ของเรา ในการคิดคำตอบที่ดีที่สุดเกี่ยวกับคำถามเรื่องการเคลื่อนที่ ทั้งวันนี้และวันหน้า
“นี่แหละคือหน้าที่ของ BMW Art Cars ที่พาศิลปะไปหาผู้คน แทนที่ผู้คนต้องเดินทางไปหาศิลปะ”
แต่อย่างไรก็ดี มีอีกเรื่องที่เราควรพูดให้ชัด Marshall McLuhan เคยกล่าวไว้ตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ว่า หากเรามองโลกเป็นยานอวกาศ เราก็อยู่ในอวกาศแล้ว และหากเรามองดาวเคราะห์ของเราเป็นยานอวกาศ บนยาน Earth จะไม่มี “ผู้โดยสาร” มีแต่ “ลูกเรือ” เท่านั้น ซึ่งเป็นมุมมองที่ยอดเยี่ยมในการทำหน้าที่ลูกเรือ ไม่ใช่ผู้โดยสารบนยาน Earth และที่แน่ ๆ AI ไม่ใช่ลูกเรือ AI คือเครื่องมือ อย่างดีที่สุดก็เป็น “วัสดุ” แบบหนึ่ง เมื่อมันถูกนำมาใช้ในงานศิลปะ มันไม่ได้พรากบางอย่างไปจากตัวศิลปินหรือความคิดสร้างสรรค์ของเขาหรือเธอ แต่มันเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือ และนี่คือจุดที่เราอยากเห็นการมีส่วนร่วมเกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่เราทำ—การมอบแพลตฟอร์มให้ศิลปินรุ่นใหม่และศิลปินนานาชาติทั่วโลก—เราจึงให้ความสำคัญกับการสังเกตว่าพวกเขารับมือกับเทคโนโลยีล่าสุดอย่างไร หลายปีก่อน เราเคยทำงานกับ ArtDrunk บนคอนเซ็ปต์ ultimate AI masterpiece โดยให้ศิลปินที่ร่วมโครงการส่งผลงานของตัวเองเข้าไปในอัลกอริทึม ซึ่งจะฉายภาพความเป็นไปได้ของงานชิ้นใหม่ของพวกเขาลงบนตัวรถ ดังนั้นการใช้รถเป็นผืนผ้าใบเพื่อโชว์ว่า AI ทำอะไรได้บ้าง เป็นสิ่งที่เราเคยทำไปแล้วในอดีต และเรายังคงสนใจจะทำต่อไปในอนาคต
Rauschenberg มีประวัติการร่วมงานยาวนานกับนักวิทยาศาสตร์และวิศวกร ไม่ว่าจะเป็นโปรเจ็กต์ E.A.T. แล้ว BMW หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณแบบ “technical innovator” เช่นนี้อย่างไร เมื่อศิลปินร่วมสมัยก้าวเข้าสู่สตูดิโอเพื่อออกแบบ Art Car คันใหม่?
จากประสบการณ์ของเรา ศิลปินที่มาร่วมงานกับ BMW มักอยากลงลึกในทุกสิ่งที่เรามีให้ พวกเขาชอบทำงานกับวิศวกรของเรา ชอบทำงานกับดีไซเนอร์ วิศวกรเสียง ไปจนถึงทีมช่างกลใน pit stop ที่คอยดูแลรถ เห็นตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของทีมสร้าง BMW Art Car พูดให้ชัด นี่เป็นเพียงหนึ่งในหลากหลายอินิชิเอทีฟของเราทั่วโลก เราร่วมมือกับสถาบันวัฒนธรรม วงออร์เคสตรา โรงอุปรากร งานอาร์ตแฟร์ และในแต่ละโครงการเราก็ใช้วิธีการที่ต่างกันออกไป แต่สิ่งที่เชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกันคือความมุ่งมั่นที่จะทำให้วิสัยทัศน์ของศิลปิน—สิ่งที่พวกเขาใฝ่ฝันจะทำให้เป็นจริง—ได้ถือกำเนิด เรามอบแพลตฟอร์มให้พวกเขาได้เฉิดฉาย พร้อมวางตำแหน่ง BMW ในฐานะผู้นำซึ่งไม่เข้าไปยุ่งกับเนื้อหางาน ไม่ได้มาเติมแค่ “bling bling” ให้โลกศิลปะ หากช่วยสร้างบทสนทนาที่มีความหมายระหว่างผู้ชมและผลงาน ระหว่างผู้ฟังและบทประพันธ์หรือดนตรีสักชิ้น เป็นต้น
ศิลปินเคยบอกว่าการเริ่มต้นลงมือกับ 635CSi นั้น “ยากอย่างเหลือเชื่อ” ทีมของคุณช่วยให้ศิลปินก้าวข้ามความเกรงขามในการทำงานกับ “ผืนผ้าใบ” ที่ทั้งสวยและสมรรถนะสูงขนาดนี้ได้อย่างไร?
ในฝั่งของเรา เรามีระบบรองรับศิลปิน BMW Art Car ซึ่งถูกคัดเลือกโดยคณะกรรมการอิสระระดับนานาชาติที่ประกอบด้วยผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ระดับโลก ศิลปินจะถูกเชิญไปชมการแข่งขันจริง ได้เห็นว่าระหว่างที่รถเข้าพักใน pit stop เกิดอะไรขึ้นบ้าง ได้เห็นว่าคนขับทำงานร่วมกับวิศวกรเครื่องกล วิศวกร และดีไซเนอร์อย่างไร เพื่อให้รถคันหนึ่งสามารถคว้าชัย หรืออย่างน้อยก็เบียดชิงที่หนึ่งให้ได้ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ศิลปินสนใจจะเข้าไปสำรวจลึกขึ้น และบทบาทของเรานั้นชัดเจนมาก—คือทำให้วิสัยทัศน์ของศิลปินกลายเป็นจริง เราทำแบบเดียวกันกับ Julie Mehretu ซึ่งไม่ต้องการให้ Art Car หมายเลข 20 ของเธอถูกเรียกว่า “rolling sculpture” ตามที่ BMW Art Cars หลายคันถูกเรียก แต่ให้มองมันเป็น performative painting เธอจินตนาการถึงส่วนจมูกของรถที่กำลัง “สูดเข้าไป” ซึ่งหนึ่งในภาพวาดของเธอบนผนังสตูดิโอ ขณะที่เธอทำงานกับรถคันนี้ นี่คืออีกวิธีที่ทำให้ศิลปินสนใจในสิ่งที่เรามอบให้ ด้วยการมอบโมเดลขนาดเล็กของรถ ให้พวกเขาแปลงร่างมันเป็น Art Car ในสตูดิโอ ค่อย ๆ คิดต่อว่าจะทำอะไรกับมันดี
“AI แน่นอนไม่ใช่ลูกเรือ AI คือเครื่องมือ อย่างดีที่สุดก็เป็นแค่วัสดุชนิดหนึ่ง”
Rauschenberg ก่อตั้ง Rauschenberg Overseas Cultural Interchange (ROCI) ขึ้นมาเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดด้านภูมิศาสตร์ แล้วในมิติใดบ้างที่โครงการ Art Car ทำหน้าที่เป็น “cultural interchange” แบบร่วมสมัยให้กับ BMW ในระดับโลก?
ผมเชื่อว่า ROCI นั้นล้ำนำหน้าเส้นโค้งมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความร่วมมือ เรื่องการทำงานในระดับโลก หรือการดำดิ่งสู่ความคิดสร้างสรรค์จากวัฒนธรรมอันหลากหลาย รวมถึงมิติแตกต่างที่แสดงให้เห็นศักยภาพของมนุษย์อย่างเรา และผมเชื่อว่าการแลกเปลี่ยนหรือบทสนทนาทางวัฒนธรรมไม่ใช่แค่สิ่งที่ควรใฝ่หา หรือเป้าหมายที่พยายามจะไปให้ถึง แต่มันคือฐานรากความสำเร็จของบริษัทระดับนานาชาติในแง่ธุรกิจหลักของเราด้วย บทสนทนาข้ามวัฒนธรรมนี้เป็นหัวใจสำคัญ และเป็นสิ่งที่เราเลือกจะนำเสนอ เลือกจะเฉลิมฉลอง และทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดให้ ไม่ว่าจะในมิติของ cultural engagement หรือในมิติการมองธุรกิจหลักของเราในฐานะบริษัทที่ทำธุรกิจในกว่า 100 ประเทศ การเข้าใจกัน เคารพกัน ให้คุณค่ากัน และเปิดใจพบกันด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างยิ่งยวดคือเรื่องจำเป็น ศิลปะทำสิ่งเหล่านี้ได้ ศิลปะข้ามผ่านทุกข้อจำกัด และทำให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า เราทุกคนคือมนุษย์บนโลกใบเดียวกัน กำลังพยายามสร้างสรรค์บางสิ่งที่งดงามร่วมกัน
ตั้งแต่แพะแท็กซิเดอร์มีพร้อมยางรถในผลงาน Monogram จนถึงฝากระโปรง BMW ที่เขาเซ็นชื่อไว้ในปี 1986 Rauschenberg พยายามหลอมรวมศิลปะเข้ากับ “โลกที่กว้างกว่า” เสมอ มองไปข้างหน้า โครงการ Art Car รักษาสถานะในฐานะสัญลักษณ์สำคัญของพันธกิจ BMW ต่อการมีส่วนร่วมทางวัฒนธรรมในระดับโลกไว้อย่างไร?
ในปีนี้เอง เราได้เห็น AFMAC เดินหน้าอย่างจริงจัง AFMAC คือ African Film and Media Arts Collective ที่ Julie Mehretu ศิลปิน BMW Art Car หมายเลข 20 เป็นผู้ริเริ่ม BMW M v8 hybrid ของเธอลงแข่งรายการ 24 ชั่วโมงที่ Le Mans ในปี 2024 แต่โปรเจ็กต์ไม่ได้จบแค่ที่สนามแข่ง สำหรับ Julie Mehretu ศิลปินเชื้อสายเอธิโอเปียที่ย้ายไปสหรัฐฯ ตั้งแต่ยังเด็ก สิ่งสำคัญสำหรับเธอคือการได้ตอบแทนทวีปบ้านเกิด หรือในกรณีนี้คือทวีปแอฟริกา และนั่นคือเหตุผลที่ African Film and Media Arts Collective ถือกำเนิดขึ้นจากโปรเจ็กต์ Art Car เรากำลังก้าวต่อจากจุดเริ่มต้นในปี 1975 ที่ BMW Art Car คือการจับพู่กันมาระบายสีรถ ไปสู่การผสานโลกดิจิทัล และต่อยอดให้เกี่ยวข้องกับ corporate citizenship มากขึ้น คือการคืนบางอย่างให้กับสังคมที่เราเติบโตทางธุรกิจอยู่ ปัจจุบัน AFMAC คือแพลตฟอร์มสำหรับบทสนทนา ผ่านเวิร์กช็อปมากมายทั่วแอฟริกา ที่ผู้กำกับรุ่นใหม่พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการทำงานกับศิลปินแถวหน้าที่ AFMAC คัดเลือกมาร่วมโครงการ ทั้งหมดนี้จะมาบรรจบกันที่ Zeitz Museum of Contemporary Art Africa (Zeitz MOCAA) พันธมิตรระยะยาวของ BMW และพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา ซึ่งตั้งอยู่ที่ Cape Town
เราเป็นพาร์ตเนอร์กับ Zeitz MOCAA มาแต่แรกในโครงการ BMW Education Center เพื่อนำการศึกษาด้านศิลปะและวัฒนธรรมไปสู่เยาวชน โครงการนี้จะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของ AFMAC และแพลตฟอร์มด้านภาพยนตร์ที่จัดต่อเนื่องในอย่างน้อยหกเมืองทั่วแอฟริกาในช่วงสองปีที่ผ่านมา ทุกโปรเจ็กต์จะมาบรรจบและนำเสนอผลงานของตนเคียงข้าง BMW Art Car ในช่วงต้นเดือนธันวาคม ปี 2026 ที่ Zeitz MOCAA
“ไม่ว่าผลงานศิลปะจะถูกทำซ้ำกี่ครั้ง ไม่ว่าเราจะเห็นมันบ่อยแค่ไหน แม้แต่ในโลกออนไลน์วันนี้ ก็ยังมี ‘ออร่า’ บางอย่างที่ดำรงอยู่กับชิ้นดั้งเดิมเท่านั้น”
เมื่อพูดถึงอนาคตของ BMW Art Cars ซีรีส์นี้จะเดินหน้าต่อไปอย่างแน่นอน และผมคิดว่าเราพูดชัดแล้วว่า มัน “เกี่ยวกับรถ” ก็จริง แต่ไม่ได้มีแค่เรื่องรถเพียงอย่างเดียว Robert Rauschenberg เองก็พิสูจน์ให้เห็นผ่านรถคันมหัศจรรย์ของเขา ว่าเขาสนใจคำถามเรื่องการเคลื่อนที่มาตั้งแต่ยุค 1950s ตอนที่เขาสร้างงานลายรอยยางรถยนต์ชิ้นนั้น ยาวเกือบ 30 ฟุต หรืออย่างน้อยก็เกิน 20 ฟุต รอยยางนี้มาจากรถของนักดนตรี John Cage เพื่อนของเขา และเป็นคนเดียวที่เขารู้จักใน New York City ซึ่งมีรถ เขาจึงยืมรถคันนั้นมาเพื่อสร้างรอยยางบนผืนผ้าใบ ซึ่งดูคล้ายอักษรวิจิตรแบบจีนเสียด้วยซ้ำ
ผมคิดว่าส่วนหนึ่งของแนวคิดทั้งหมดที่นิยามตัวตนของ Rauschenberg กำลังถูกให้เกียรติและถ่ายทอดออกมาในนิทรรศการ Robert Rauschenberg ที่จัดอยู่ ณ M+ ในตอนนี้ พร้อม ๆ กับที่เรานำ BMW Art Car ของเขาไปสู่ Art Basel Hong Kong ด้วยความที่ Art Basel เป็นพาร์ตเนอร์ของเรามากว่าสองทศวรรษ ทุกอย่างจึงลงตัวอย่างสวยงาม เพราะนิทรรศการนี้ นอกจากนำผลงานรอยยางมาจัดแสดงแล้ว ยังเผยให้เห็นไม่เพียงแค่อิทธิพลของเขาที่มีต่อเอเชีย แต่ยังรวมถึงอิทธิพลของเอเชียที่สะท้อนกลับสู่งานของเขาเอง ซึ่งผมเชื่อว่านี่คือสิ่งที่เขาคงอยากเห็นเกิดขึ้น เพราะเขาหมกมุ่นกับการทำให้งานของตัวเอง “มีความหมาย” ในระดับนานาชาติ หรืออย่างน้อยก็ทำให้สิ่งที่งานของเขายืนหยัดอยู่มีความหมาย นั่นคือการร่วมมือกันข้ามพรมแดนรัฐชาติและข้ามสาขาวิชา ทั้งหมดนี้หลอมรวมและมาบรรจบกันในผลงานชิ้นยิ่งใหญ่ที่เขาสร้างให้เรา: BMW Art Car



