เมื่อศิลปะ อาหาร ดนตรี มิกโซโลจี้ และสถาปัตยกรรม ปะทะกันในค่ำคืนเดียว จะเกิดอะไรขึ้น?

Edward Lee, Otto Ng, Eddie Kang, Halim Kim และ Andrew Bull เล่าถึงประสบการณ์การปะทะทางประสาทสัมผัสท่ามกลางบรรยากาศเข้มข้นของ Hong Kong Art Week.

อาหารและเครื่องดื่ม
257 0 ความคิดเห็น

ในค่ำคืนวันที่ 25 มีนาคม ท่ามกลางบรรยากาศ Hong Kong Art Week 2026 ที่กำลังเข้มข้น,THEM GOODได้แปลงโฉมร้านอาหาร AGATE แห่ง M+ ให้กลายเป็นห้องทดลองมีชีวิตของเรื่องแต่งเชิงทดลอง ค่ำคืนนั้นหลอมรวมโลกของศิลปะ อาหาร เครื่องดื่มมิกโซโลจี้ สถาปัตยกรรม และดนตรีเข้าไว้ด้วยกัน ผ่านฝีมือของ 5 มาสเตอร์ในแต่ละแขนง ได้แก่ เชฟ Edward Lee, สถาปนิก Otto Ng, ศิลปิน Eddie Kang, มิกโซโลจิสต์ Halim Kim และดีเจ Andrew Bull เป้าหมายไม่ใช่แค่ “คอลลาบอเรชั่น” แต่คือ “การปะทะ” — การทดลองที่ทำให้เส้นแบ่งระหว่างสถาปัตยกรรมซึ่งตั้งมั่นถาวร กับการบริโภคอันแสนชั่วขณะพร่าเลือนไป ผลลัพธ์คือเซ็นเตอร์พีซกินได้สุดตระการตา ที่ Lee และ Ng ร่วมกันคิวเรต แขกจึงได้ลิ้มลองประสบการณ์การกินในรูปแบบที่ซับซ้อนและคิดมาอย่างประณีต

สำหรับ Otto Ng แห่ง LAAB โปรเจ็กต์นี้คือการก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซนสาย “สเกลใหญ่” ปกติเขาออกแบบทั้งร้านอาหาร แต่ครั้งนี้เขาย่อโลกให้เล็กลงเท่าฝ่ามือ สร้างสรรค์ Harbour Plate — ภาชนะเชิงประติมากรรมยาว 12 ฟุต ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Victoria Harbour อันเป็นไอคอนของเมือง “ผมต้องจินตนาการแบบเห็นภาพเลยว่า Edward Lee จะไล้ซอสไปบนผิวงานยังไง” Ng เล่ากับ Hypebeast “แล้วเส้นโค้งและสัดส่วนที่ผมออกแบบจะโอบอุ้มจังหวะมือของเขาให้กลายเป็นพรีเซนเทชันที่กลมกลืนได้ยังไง” ขณะเดียวกัน เชฟ Lee มอง ‘การปะทะ’ ครั้งนี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นแบบนักเรียน การทำงานกับแลนด์สเคปสามมิติของ Ng บังคับให้เขาต้องทบทวนแก่นแท้ของการจัดจานใหม่ทั้งหมด “[สื่อของ Ng] คือพื้นที่ การออกแบบ และภูมิทัศน์สามมิติ แลนด์สเคปที่เขาทำมันน่าสนใจมากเพราะเป็นสามมิติ ทั้งที่จานปกติคือพื้นเรียบหรือไม่ก็เป็นชาม” Lee กล่าว “การได้จัดจานบนสิ่งที่เป็นประติมากรรมสามมิติแบบนี้มันน่าสนใจมากจริง ๆ”

สำหรับ Kang เขามองบทบาทตัวเองว่าเป็นผู้เติม “เลเยอร์ของเรื่องราว” ที่ให้คนสัมผัสได้มากกว่ามองเห็น ในมุมของเขา คอลแลบครั้งนี้พิสูจน์ว่า “บลูพริ้นต์” ของงานอีเวนต์ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปเอกสารเสมอไป แต่อยู่ในบรรยากาศทางอารมณ์ที่ทุกคนมีร่วมกัน “สถาปัตยกรรม อาหาร เครื่องดื่ม และดนตรี ต่างก็มีเนื้อเรื่องของตัวเอง” Kang อธิบาย “พอทั้งหมดมารวมกัน คนจะไม่ได้นั่งแยกคิดเป็นส่วน ๆ แต่จะรับรู้เป็นบรรยากาศเดียว” ด้านมิกโซโลจิสต์ Kim คือคนที่พา ‘การปะทะ’ ครั้งนี้กลับสู่สมดุล ผ่านคอนเซ็ปต์เครื่องดื่มในค่ำคืนนั้น: หยินและหยาง ผลงานของเขาในชื่อ “Shadow” และ “Bloom” ถูกออกแบบมาให้ไม่สมบูรณ์เมื่ออยู่ลำพัง มีแต่เมื่อลิ้มลองคู่กันเท่านั้นที่ความหมายจะเชื่อมครบ “ค็อกเทลของผมถูกสร้างบนไอเดียนี้… แยกกันมันไม่สมบูรณ์ แต่เมื่ออยู่ด้วยกันมันกลายเป็นเรื่องเล่าเดียว” Kim กล่าว พร้อมเล่าว่าแรงบันดาลใจของเขามักมาจาก “ความไม่สมบูรณ์แบบ” ที่พบในงานของ Kang

ในฐานะมิวสิกคิวเรเตอร์ Bull มองพื้นที่เป็นพาร์ตเนอร์ที่ทรงพลังที่สุด ภายในห้องที่นิยามด้วยเส้นสายสถาปัตยกรรมอันเฉียบคม เขาปฏิบัติต่อทุกพื้นผิวราวกับเป็นเงาสะท้อนของเสียงดนตรี “สถานที่คือผู้ร่วมงานอย่างแท้จริง” Bull เอ่ย “ตัวอาคารเองมันฟังกลับ… มันคือคอลแลบอเรเตอร์คนที่หก และน่าจะเป็นคนที่ไม่ปรานีที่สุดด้วย”

Hypebeast: ไม่ว่าผลงานระดับมาสเตอร์พีซจะเป็นตึก จานอาหาร ค็อกเทล ผืนผ้าใบ หรือซาวด์สเคป ทุกอย่างล้วนเริ่มต้นจาก “โครงสร้างคิด” ที่มีตรรกะ ในการปะทะกันของทั้งห้าสายงานครั้งนี้ ‘บลูพริ้นต์’ ส่วนตัวของแต่ละคนซ้อนทับกันอย่างไรจนกลายเป็นบรรยากาศหนึ่งเดียวที่กลมกลืน?

Eddie Kang:ผมคิดว่าเราทุกคนต่างพาเรื่องราวของตัวเองมาด้วย ไม่ใช่แค่ศิลปินเท่านั้นที่เล่าเรื่องได้ สถาปัตยกรรม อาหาร เครื่องดื่ม และดนตรี ต่างก็มีเนื้อเรื่องของตัวเอง พอทั้งหมดมารวมกัน คนจะไม่ได้นั่งแยกคิดเป็นส่วน ๆ แต่จะรับรู้เป็นบรรยากาศเดียวมากกว่า

Otto Ng:สำหรับผม มันคือการเฉลิมฉลองให้กับความสามารถที่หลากหลายภายในพื้นที่เดียวกัน แม้เราจะมาจากคนละสาย แต่สิ่งที่เหมือนกันคือการแสวงหาความเป็นศิลปะในรูปแบบของตัวเอง เราไม่ได้พยายามบังคับให้ทุกอย่างหลอมเป็นบรรยากาศเดียวกันตั้งแต่ต้น แต่เลือกจะซ้อนเลเยอร์ของประสาทสัมผัสที่ต่างกัน แล้วปล่อยให้จังหวะที่มันตัดกัน ผู้คนจะได้ค้นพบความกลมกลืนของตัวเองท่ามกลางความโกลาหลนั้น

Halim Kim:ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เรากินและดื่ม สิ่งที่เราเห็นและได้ยิน หรือแม้กระทั่งพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่บนโลกนี้ — ทุกอย่างล้วนบรรจุเรื่องราวของมันเอง โปรเจ็กต์นี้ไม่ใช่การเดินหาคำตอบเดียวที่ตายตัว แต่คือการขยายเรื่องเล่าร่วมกันผ่านการตีความของแต่ละคน เราเริ่มจากจุดเดียวกัน แต่ต่างคนต่างแปลมันออกมาด้วยภาษาและเซนส์ของตัวเอง และเมื่อกลับมารวมกัน ความต่างเหล่านั้นไม่ใช่การปะทะ แต่กลายเป็นกระแสที่ไหลต่อเนื่อง สิ่งที่ดูเหมือนแตกแขนงออกจากกันบนผิวหน้า พอใช้ความรู้สึกมองกลับ กลับทำให้ทุกอย่างชัดขึ้น ทุกคนที่มีส่วนร่วมทำงานบนระดับที่ความเข้าใจและความไว้วางใจไม่ต้องพึ่งคำอธิบาย แต่มันมีอยู่ในวิธีคิดของกันและกันอยู่แล้ว แม้จะไม่มีบลูพริ้นต์ที่จับต้องได้ แต่ในตัวเราทุกคนต่างมีโครงสร้างภายในที่กลั่นกรองมาอย่างดีอยู่แล้ว บทบาทของผมคือแปลกระแสนั้นให้อยู่ในสื่อที่ไหลลื่นที่สุด—ของเหลว ท้ายที่สุด สิ่งที่ทำให้งานชิ้นนี้ประกอบร่างได้ไม่ใช่ระบบที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า แต่คือความเชื่อใจกัน และผ่านความเชื่อใจนั้น การตีความของแต่ละคนจึงซ้อนทับกันกลายเป็นช่วงเวลาหนึ่งเดียวที่สมบูรณ์

Edward Lee:โห คำถามใหญ่เหมือนกันนะ ผมอยากทำอะไรที่น่าสนใจในสนามถนัดของตัวเอง เราเลยเลือกใช้ซอสเป็นตัวเล่นหลัก ผมอยากชวนคิดถึงความชั่วครู่ของอาหาร เราใช้เวลาหลายชั่วโมงเพื่อทำอาหารสวย ๆ แต่คนกินหมดในไม่กี่นาที บางครั้งไม่กี่วินาที ธรรมชาติของอาหารมันเป็นของชั่วคราวเสมอ และไม่เหมือนศิลปะแขนงอื่นส่วนใหญ่ อาหารเกิดขึ้นตรงหน้าแล้วก็หายไป เราเลยอยากเฉลิมฉลองด้านนั้นของมันด้วย การทดลองครั้งนี้ก็แฝงไปด้วยความคาดเดาไม่ได้และความสุ่มเล็ก ๆ อยู่เหมือนกัน

Hypebeast: สถาปัตยกรรมและงานศิลปะชั้นสูงถูกสร้างมาให้ยืนยาวหลายทศวรรษ ขณะที่ประติมากรรมของเชฟ เครื่องดื่มของมิกโซโลจิสต์ และเซตของดีเจ กลับถูกออกแบบมาให้เสพในชั่วขณะ พื้นที่ที่ดู “ถาวร” ส่งผลอย่างไรต่อวิธีที่เราเสพประสบการณ์ซึ่งแสนชั่วครู่เหล่านี้?

Kang:พื้นที่ทำให้ทุกอย่างมีฉากหลังที่แข็งแรง M+ มีเอกลักษณ์ชัดเจนมาก เลยทำให้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นข้างในรู้สึกมีโฟกัสและมีความหมายขึ้น แล้วมันยังช่วยเชื่อมองค์ประกอบที่ต่างกันทั้งหมดให้เข้าหากันด้วย

Ng: ตัว M+ เองเป็นมิวเซียมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทุกครั้งที่ผมไปเยือนมันไม่เคยเหมือนเดิม แสงเปลี่ยนจากกลางวันสู่กลางคืน นิทรรศการหมุนเวียนไปมา พลังงานของผู้คนก็เปลี่ยนบรรยากาศไปเรื่อย ๆ

ไม่มีอะไรถาวรจริง ๆ แม้แต่สถาปัตยกรรมเอง—ประสบการณ์ยังต่างกันระหว่างหน้าร้อนกับหน้าหนาว ทุกสิ่งที่เราได้สัมผัสในวันนี้เกิดขึ้นได้แค่ครั้งเดียว นั่นทำให้ผมคิดเยอะมากว่าควรดึงศักยภาพสูงสุดของการคอลแลบครั้งนี้ออกมาอย่างไร

Kim:สถาปัตยกรรมและศิลปะอาจดูเหมือนถาวร แต่สุดท้ายแล้วมันดำรงอยู่ในฐานะอารมณ์ที่ผู้ชมเป็นคนแปลความ และอารมณ์เหล่านั้นก็ไม่เคยเหมือนกันหรือหยุดนิ่ง ขึ้นอยู่กับว่าใครได้สัมผัส เมื่อไหร่ และภายใต้เงื่อนไขแบบไหน งานชิ้นเดียวกันจึงถูกจดจำได้หลากหลายมาก ค็อกเทลก็ไม่ต่างกัน แก้วอาจว่างเปล่า ของเหลวหายไป แต่สิ่งที่เหลืออยู่ไม่ใช่แค่สารประกอบ แต่มันคือความรู้สึก ความรู้สึกนั้นจะค้างอยู่ในร่างกายผ่านกลิ่น อุณหภูมิ และเนื้อสัมผัส เมื่อสิ่งที่ดูเหมือนถาวรแต่กลับลื่นไหล ได้พบกับสิ่งที่ชั่วครู่แต่ทิ้งร่องรอยลึก ประสบการณ์ทั้งหมดก็จะยิ่งมีมิติ ฉันหวังว่าทุกคนที่ก้าวเข้ามาในพื้นที่นี้จะได้ปล่อยตัวเองให้ไหลไปตามกระแสของประสาทสัมผัสอย่างอิสระ

Lee:ร้านอาหารคือพื้นที่ที่ถูกออกแบบและจัดวางอย่างแม่นยำมาก ๆ พอคุณก้าวเข้ามาในสภาพแวดล้อมใหม่แบบนี้ มันไม่ใช่ร้านของผมเองแล้วใช่ไหม แสงต่างออกไป อุณหภูมิต่างไป ระดับเสียงก็ต่าง—ปกติผมไม่ค่อยได้ทำอาหารในบรรยากาศแบบนี้ ที่คล้ายไนต์คลับ เลยรู้สึกว่าอะไร ๆ เปลี่ยนไปหมด สุดท้ายแล้วผมก็ยังเป็นเชฟ และผมทำอาหารได้ในทุกสภาพแวดล้อม แต่มันน่าสนใจมากที่จะได้เห็นว่าปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลต่อสิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่สุดยังไง นั่นก็คือสิ่งที่ลูกค้ารับรู้และคิดกับมัน

Hypebeast: สถานที่แห่งนี้โดดเด่นด้วยเส้นสายที่คมชัดและน้ำหนักทางวัฒนธรรม พื้นที่สถาปัตยกรรมเฉพาะตัวแบบนี้ส่งอิทธิพลต่อวิธีที่ประติมากรรมถูกสร้างขึ้น งานศิลป์ถูกวาด เครื่องดื่มถูกเชค และดนตรีถูกโปรแกรมอย่างไรบ้าง? สถานที่นี้คือคอลแลบอเรเตอร์คนที่หกจริงไหม?

Kang:ใช่ ผมคิดแบบนั้น พื้นที่มีคาแรกเตอร์ของตัวเอง มันกำหนดทั้งการจัดวางว่าของแต่ละชิ้นจะไปอยู่ตรงไหน ว่าผู้คนจะเคลื่อนไหวอย่างไร และทำให้โทนของประสบการณ์ทั้งหมดเปลี่ยนไป เลยรู้สึกชัดเจนว่าเรากำลังทำงานร่วมกับตัวสถานที่ด้วยเหมือนกัน

Ng: สถาปัตยกรรมไม่ใช่แค่เรื่องโครงสร้าง แต่คือบริบททั้งหมด M+ ถูกรายล้อมด้วยอ่าวอันเป็นไอคอนของเมือง ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้โปรเจ็กต์ของผมที่ LAAB มาหลายงาน รวมถึง Harbour Plate ในครั้งนี้ด้วย

Bull:สถานที่คือผู้ร่วมงานอย่างแท้จริง มันเป็นตัวกำหนดกรอบ และกรอบนี่แหละที่ทำให้เราตัดสินใจได้อย่างเฉียบคม

เส้นสายที่คมและสเกลของ M+ ผลักเราให้ต้องแม่นยำมากขึ้น พื้นที่สำหรับความโกลาหลจึงมีไม่มากนัก ถ้าไม่ใช่ความโกลาหลที่ถูกควบคุม ผมโปรแกรมเซตเหล่านี้โดยให้ความสำคัญกับทรานซิชันที่ชัดเจน งาน EQ ที่สะอาด และคิดถึงมิติของเสียงในเชิงพื้นที่—ว่าเสียงจะเคลื่อนที่ไปทั่วห้องอย่างไร ไม่ใช่แค่เคลื่อนไปตามเวลา

ในฐานะ “Musical Curator” คุณไม่ได้กำลัง “เล่นให้คนฟัง” อย่างเดียว แต่คุณกำลังเล่นให้ผนัง พื้นที่ว่าง และเงาสะท้อนฟังด้วย ตัวอาคารมันฟังตอบ เลยใช่ มันคือคอลแลบอเรเตอร์คนที่หก และอาจจะเป็นคนที่ไม่ปรานีที่สุดด้วย โชคดีที่เราอยู่ใน M+ AGATE ร้านอาหารใหม่สุดเนี้ยบที่ปูพรมและให้เสียงที่อบอุ่น ทุกอย่างเลยลงตัวสวยงาม

Kim:พื้นที่นี้ โดยเฉพาะงานของ Eddie Kang เป็นแหล่งแรงบันดาลใจสำคัญ สิ่งที่ฉันสัมผัสได้ตั้งแต่แรกคือเรื่องเล่าของ ‘ชีวิต’ — ชีวิตที่ยิ่งชัดเจนขึ้นเพราะความไม่สมบูรณ์แบบในตัวมันเอง งานของเขา พื้นที่ และองค์ประกอบทั้งหมดที่มารวมกันที่นี่ ดูเหมือนสื่อสารด้วยภาษาเดียวกัน แทนที่จะสร้างเครื่องดื่มแก้วเดียวที่สมบูรณ์ในตัวเอง ฉันเลยเลือกโครงสร้างที่สมบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีสององค์ประกอบมาพบกัน หยินและหยาง — แนวคิดที่ฝังรากลึกในปรัชญาเกาหลีและตะวันออก ความตึงเครียดระหว่างความไม่สมดุล และการไหลไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวในท้ายที่สุด เครื่องดื่มของฉันถูกสร้างบนไอเดียนี้ หยินถูกแสดงผ่าน “Shadow” และหยางผ่าน “Bloom” แต่ไม่มีการผลิบานไหนที่เกิดขึ้นได้หากไร้เงา เครื่องดื่มสองแก้วนี้อยู่ในความสัมพันธ์พึ่งพากัน แยกกันแล้วมันไม่สมบูรณ์ — แต่เมื่ออยู่ด้วยกัน มันกลายเป็นเรื่องเล่าเดียว

Hypebeast: ถ้าคุณต้องแปลผลงานของกันและกันให้อยู่ในสื่อของตัวเอง ภาพที่ออกมาจะเป็นอย่างไร?

Kang:ผมคงวาดอะไรที่อบอุ่นและเรียบง่าย ใช้สีที่นุ่มนวล เลเยอร์ที่อ่อนโยน และอาจมีดีเทลเล็ก ๆ ที่น่าประหลาดใจซ่อนอยู่ เป็นงานที่ปลอบประโลมแต่ก็ยังมีความขี้เล่นอยู่เล็กน้อย

Lee:ทุกคนต่างกันมาก Otto คือคนที่ผมได้ทำงานใกล้ชิดด้วย สื่อของเขาคือพื้นที่ การออกแบบ และภูมิทัศน์สามมิติ แลนด์สเคปที่เขาสร้างมันน่าสนใจมากเพราะเป็นสามมิติ ในขณะที่จานปกติจะเรียบแบนหรือไม่ก็เป็นชาม การได้จัดจานบนสิ่งที่เป็นประติมากรรมสามมิติแบบนั้นจึงเป็นอะไรที่ท้าทายและน่าตื่นเต้นมาก

Hypebeast: มีคำถามถึงเชฟบ้าง ช่วงนี้มีจานโปรดที่คุณกินแล้วประทับใจเป็นพิเศษไหม?

Lee:สำหรับตัวผมเองเหรอ ไม่เลย ผมกินทุกอย่างเท่าที่จะเป็นไปได้ ผมตั้งตารอกินติ่มซำเยอะ ๆ ที่ Hong Kong ระหว่างที่อยู่ที่นี่ ถึงผมจะเป็นเชฟ แต่ผมก็ยังเป็นนักเรียนของอาหารอยู่ตลอดเวลา ผมเลยชอบลองของใหม่ ลองสูตรใหม่ ลองร้านใหม่อยู่เสมอ แทบไม่ค่อยได้มีโอกาสกินอะไรซ้ำสองเท่าไหร่

Hypebeast: คำถามสุดท้ายสำหรับทุกคน เมื่อคุณก้าวออกจากโลกของตัวเองแล้วเข้ามาอยู่ใน ‘การปะทะ’ ของทั้งห้าสายงานครั้งนี้ มีอะไรหนึ่งอย่างที่คุณได้เรียนรู้เกี่ยวกับงานของตัวเอง จากการมองดูศาสตร์ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงบ้าง?

Kang:ผมได้เรียนรู้ว่าอารมณ์สามารถถูกสร้างขึ้นได้หลากหลายวิธีมาก

จากเชฟ ผมสัมผัสได้ถึงพลังของ ‘โมเมนต์’ ที่ชัดเจน

จากมิกโซโลจิสต์ ผมเห็นความสำคัญของดีเทลเล็ก ๆ

จากสถาปนิก ผมเห็นว่าพื้นที่และสเกลส่งผลต่อประสบการณ์มากแค่ไหน

จากดีเจ ผมเห็นว่าพลังงานในห้องสามารถเปลี่ยนได้รวดเร็วเพียงใด

ทั้งหมดนี้ทำให้ผมอยากอยู่กับปัจจุบันในงานของตัวเองให้มากขึ้น

Ng: ปกติแล้วเวลาผมทำงานกับเชฟ อย่างตอนที่เราทำงานกับ Anh Sung Jae ให้กับ Mosu ผมจะออกแบบทั้งร้านอาหาร—ทั้งสเปซใหญ่ไปจนถึงโต๊ะและแสงไฟ แต่ครั้งนี้ผมก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซนแบบสุดทาง เพื่อออกแบบตัวจานเอง มันคือการได้เข้าใกล้ผลงานจริงของเชฟในระยะที่สนิทชิดใกล้มากขึ้น ผมต้องจินตนาการแบบเห็นภาพเลยว่า Edward Lee จะไล้ซอสไปบนผืนจานอย่างไร และเส้นโค้งของแบบที่ผมออกแบบจะโอบรับจังหวะมือของเขา เพื่อให้เกิดพรีเซนเทชันที่กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างไร

Bull:ผมได้เรียนรู้ที่จะคิดถึงการอยู่ร่วมกันมากกว่าความเป็นตัวหลัก ในคลับ ดีเจมักเป็นคนขับเคลื่อนทุกอย่าง แต่ในบริบทนี้ คุณเป็นเพียงเลเยอร์หนึ่งในระบบที่ใหญ่กว่ามาก การได้ดูศาสตร์อื่นทำงาน โดยเฉพาะความแม่นยำของสถาปัตยกรรมและความยับยั้งชั่งใจในงานไฟน์อาร์ต ยิ่งตอกย้ำให้ผมเชื่อว่าการลบออกสำคัญพอ ๆ กับการใส่เข้าไป ไม่ใช่ทุกช่วงเวลาที่ต้องพีค บางครั้งการดึงไว้กลับสร้างอิมแพ็กต่อภาพรวมได้มากกว่า มันทำให้ผมตั้งใจมากขึ้น—ไม่ใช่เล่นให้มากขึ้น แต่คือการวางสิ่งที่ใช่ลงไปในจังหวะเวลาที่ใช่ที่สุด

Kim:ฉันรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็กต์ร่วมกับคนเก่งจากหลากหลายวงการ Hong Kong เองก็เป็นเมืองที่ฉันรักอย่างลึกซึ้ง—เมืองที่วัฒนธรรมและเซนส์ที่หลากหลายอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งยิ่งทำให้ที่นี่เหมาะกับการคอลแลบครั้งนี้มาก ก่อนจะเป็นบาร์เทนเดอร์ ฉันเป็นคนที่หลงรักรสชาติ สไตล์ ดนตรี ศิลปะ ผู้คน และโลกใบนี้อยู่แล้ว ผ่านงานของฉัน การได้เจอผู้คนจากต่างแขนง และได้แชร์ความรู้สึกร่วมกันในโปรเจ็กต์เดียวเป็นเรื่องที่มีความหมายมาก ประสบการณ์ครั้งนี้ขยายโลกของฉันออกไป มันไม่ใช่แค่การชงเครื่องดื่มหลังบาร์ แต่คือการเปิดมุมมองใหม่ ๆ ทั้งให้กับตัวฉันเองและคนที่ได้สัมผัสมัน ท้ายที่สุด ฉันได้รับการย้ำเตือนว่างานที่มีความหมายจริง ๆ ไม่ได้มีไว้ให้ ‘อธิบาย’ แต่มันมีไว้ให้ ‘รู้สึก’

Lee:ทุกคนเข้าหางานของตัวเองอย่างจริงจัง มีทั้งโฟกัสและกระบวนการที่ชัดเจน แต่ผมคิดว่าสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นคือชั่วโมงการทำงานที่ซ่อนอยู่หลังเวที การได้เห็นว่าต้องใช้เวลามากแค่ไหน ใช้การเตรียมงานมากเพียงใดกว่าจะสร้างทุกอย่างขึ้นมาได้ รวมถึงอาหารด้วย เป็นอะไรที่เปิดหูเปิดตาให้ผมมาก ผมจริงจังกับงานของตัวเอง และพวกเขาก็จริงจังกับงานของตัวเองไม่ต่างกัน ผมชอบมากเวลาที่ได้เห็นแพสชันและจรรยาบรรณในการทำงานที่ทุกคนใส่ลงไปในงานฝีมือของตัวเอง เพราะนั่นคือสิ่งเดียวกับที่ผมยึดถือ มันทำให้เกิดความเคารพและชื่นชมซึ่งกันและกันในฐานะศิลปินอย่างแท้จริง

อ่านบทความเต็ม