ตั้งแต่เปิดสายสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ Jaden Smith ฉันก็อดไม่ได้ที่จะต้องบอกเขาเลยว่าเพลง “K” คือหนึ่งในเพลงโปรดตลอดกาลของฉัน แบบไม่ได้ตั้งใจ แต่มันกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบให้เราได้คุยกันต่อถึงโปรเจ็กต์ครีเอทีฟล่าสุดภายใต้ I LOVE YOU องค์กรไม่แสวงหากำไรของเขา ซึ่งเขาบอกว่าได้รับแรงบันดาลใจอย่างลึกซึ้งมาจากอัลบั้มปี 2019 ของเขาอย่างERYS.
เพื่อสนับสนุน I LOVE YOU RESTAURANT รถฟู้ดทรักที่เสิร์ฟอาหารวีแกนฟรีให้กับชุมชน Skid Row ตอนนี้ Jaden เพิ่งปล่อยไลน์เมอร์ชกราฟิก I LOVE YOU แบบลิมิเต็ดออกมา โดยรายได้ทั้งหมดจะถูกส่งคืนสู่องค์กรไม่แสวงหากำไร เพื่อนำไปต่อยอดให้ I LOVE YOU สามารถมอบมื้ออาหารฟรีให้ผู้ไร้ที่อยู่อาศัยได้ต่อเนื่อง เขาเล่าเบื้องหลังงานออกแบบเมอร์ชแคปซูลนี้ให้ฟังมากขึ้น รวมถึงการเติบโต เป้าหมายในอนาคตของ I LOVE YOU และวิธีที่ทุกอย่างเชื่อมเข้ากับจักรวาลครีเอทีฟใบใหญ่ของเขาเองด้วย
ช่วยเล่าเพิ่มเติมหน่อยได้ไหมว่าอะไรในEYRS ที่จุดประกายให้เกิดโปรเจ็กต์ I LOVE YOU ขึ้นมา?
ตอนที่ผมกำลังทำอัลบั้มEYRSนั่นแหละคือช่วงที่ผมได้เห็นใกล้ ๆ ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นบน Skid Row มิวสิกวิดีโอทั้งหมดของอัลบั้มนี้ถ่ายกันในดาวน์ทาวน์ LA ผมเลยรู้สึกว่าคงมาใช้ฉากหลังที่ถูกสร้างเอาไว้ตรงนี้เฉย ๆ แบบไม่คิดตอบแทนอะไรกลับไปไม่ได้แล้ว
ทำไมการตอบแทนกลับไปให้กับผู้คนบน Skid Row ถึงสำคัญกับคุณเป็นพิเศษ?
คำตอบข้อนี้ผมต้องย้อนกลับไปไกลเลย มันเริ่มตั้งแต่ตอนที่ผมถ่ายทำเรื่องThe Pursuit of Happynessอยู่ที่ San Francisco กับพ่อ ตอนนั้นเราเลือกจ้างคนไร้บ้านมาเป็นตัวประกอบ ซึ่งก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้หนังรู้สึกสมจริงมาก ๆ ประสบการณ์นั้นมันสลักภาพความจริงของ Skid Row ลงไปในหัวผมอย่างลึกมาก แล้วพอเอาประสบการณ์ใน Skid Row ช่วงแรก ๆ เหล่านั้นมารวมกับช่วงเวลาตอนทำอัลบั้มEYRS มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกชัดเจนว่าตัวเองอยากลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อ ‘ให้คืน’ อย่างเป็นรูปธรรมจริง ๆ
เป้าหมายตอนที่เริ่มต้น I LOVE YOU คืออะไร?
ตอนแรกผมอยากสร้างองค์กรไม่แสวงหากำไรที่เกิดมาเพื่อเจเนอเรชั่นนี้จริง ๆ และต้องดูคูล ผมอยากให้มันมีภาษาดีไซน์และความงามที่ชัดเจน ทุกอย่างถูกถ่ายและสไตลิ่งให้ออกมาดูเท่ เจเนอเรชั่นนี้อินกับหลายประเด็นมาก และกล้าเปล่งเสียงในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ผมเลยอยากสื่อสารกับตรงนั้น ผมเห็นพลังด้านลบในโลกเยอะมาก เลยอยากเติมด้านบวกเข้าไปให้มากขึ้น ผมรู้ว่าผู้คนจะโอบรับมันในทางบวก และมันจะทำให้คนยิ้มได้ ซึ่งนั่นแหละคือแรงผลักให้ผมอยากทำต่อไปอีกเรื่อย ๆ
แล้วคุณตัดสินใจเลือกชื่อได้อย่างไร?
ในเชิงวิทยาศาสตร์ คำบางคำกับพลังงานบางอย่างส่งผลต่อทั้งผู้คนและโมเลกุลได้จริง ๆ นั่นแหละคือเหตุผลที่ผมเลือกชื่อว่า I LOVE YOU เพราะการพูดว่า “I love you” ส่งผลดีต่อสมองของเรา มันเหมือนบังคับให้ผู้คนต้องพูดคำว่า “I love you” ซ้ำไปซ้ำมาเวลาพูดถึงโปรเจ็กต์นี้ คุณจะได้ยินมันตลอดเวลา คุณจะพูดมันตลอดเวลา คุณจะเห็นมันอยู่รอบตัวไปหมด ทั้งหมดนั้นส่งผลให้สมองคุณรับพลังบวกโดยไม่รู้ตัว
เล่าให้ฟังหน่อยว่ากระบวนการออกแบบกราฟิกสำหรับ Valentine’s Day เป็นอย่างไรบ้าง?
ก่อนหน้านี้ MSFTS [แบรนด์สตรีตแวร์สายซัสเทนเนเบิลและครีเอทีฟคอลเล็กทีฟของ Smith] เคยทำเสื้อ I LOVE YOU มาก่อน เป็นเสื้อเรียบ ๆ ที่พิมพ์คำว่า “I LOVE YOU” แล้วเราเอาไปแจกให้เหล่าอาสาสมัครทั้งหมด สุดท้ายเสื้อก็หมดสต๊อกเพราะเรามีกิจกรรมลงพื้นที่ตลอด ตอนนั้นผมกำลังออกแบบให้ Christian Louboutin และอยากออกแบบเสื้อผ้าเพิ่ม เลยคิดไอเดียฮู้ดดี้กับทีเชิ้ตพิมพ์ลายปั๊ฟสำหรับ I LOVE YOU พร้อมข้อความว่า “I’m not a volunteer, I’m just a person who believes in this.” จากนั้นผมก็นั่งลงกับทีมดีไซน์ของ MSFTS แล้วลุยงานกันเลย
ทำไมถึงเลือกปล่อยคอลเล็กชันเมอร์ชออกมา?
เรารับเงินบริจาคจากบริษัทยักษ์ใหญ่ที่อยากเข้ามามีส่วนร่วมจริง ๆ เท่านั้น เราชอบพูดว่าที่นี่คือองค์กรเพื่อผู้คน และขับเคลื่อนโดยผู้คน การปล่อยเมอร์ชรอบนี้คือวิธีที่ผมเปิดโอกาสให้ทุกคน—แม้แต่คนที่ยังไม่เคยลงพื้นที่เป็นอาสาสมัครกับเรา—ได้รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ มันเป็นเรื่องของจิตวิญญาณมากกว่าจะเป็นเรื่องอื่น และนั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าแฟชั่นเป็น—สัญญะจากระยะไกลที่บอกว่าคุณเป็นคนแบบไหน
แล้ว I LOVE YOU เข้ากับจักรวาลครีเอทีฟขนาดใหญ่ของคุณอย่างไร?
ตัวตนของผมจริง ๆ เป็นอะไรที่จับยาก และผมก็จงใจให้เป็นแบบนั้นด้วยเพราะมันคือธรรมชาติของผม แต่ถ้าถามถึงแก่นของตัวตน ผมว่ามันคือ I LOVE YOU นี่แหละ ที่สะท้อนผมออกมาได้ตรงและจริงที่สุด ในเพลงของผม ผมพูดถึงการเปลี่ยนโลก การลุกขึ้นมาพูด และการมีอยู่ของเจเนอเรชั่นถัดไปอยู่ตลอด ซึ่ง I LOVE YOU ก็รับช่วงต่อธีมเหล่านั้นและสื่อถึงด้านนั้นของความเป็นศิลปินในตัวผมด้วย MSFTS เองก็ยืนอยู่บนไอเดียเรื่องคนรุ่นใหม่ที่ลุกขึ้นมารวมพลังกันและช่วยกันส่งต่อกลับคืนมาเสมอ ซึ่งนั่นคือหัวใจของ I LOVE YOU ด้วยเหมือนกัน ก็เลยสะท้อนอีกมุมหนึ่งของงานสร้างสรรค์ของผม I LOVE YOU พูดแทนทุกด้านของตัวตนผม และด้านต่าง ๆ ของผู้คนทั่วโลก เพื่อที่เวลาเขาเห็นมันบนอินเทอร์เน็ต มันจะกระทบใจเขาได้ จากทุกสิ่งที่ผมเคยทำมาในชีวิต I LOVE YOU คือหนึ่งในโปรเจ็กต์ที่เชื่อมถึงผู้คนได้แบบที่ผมอยากให้มันเป็นมากที่สุดจริง ๆ
ในอนาคต I LOVE YOU มีอะไรอยู่ในพายป์ไลน์บ้าง?
สักวันหนึ่งผมอยากจัดงาน I LOVE YOU gala ที่หมุนเวียนไปจัดกันคนละที่ทั่วโลกในทุกปี เป้าหมายปลายทางของผมคือการสร้างเครือข่ายองค์กรไม่แสวงหากำไรที่เชื่อมโยงกันไปทั่ว ผมแค่อยากช่วยสร้างโลกที่ทุกคนออกมาข้างนอก ฉลองชีวิต และร่วมกันเปลี่ยนโลกได้จริง ๆ



