ไดอารี่ Sundance 2026 ของ Director Fits: Utah’s Last Dance

ชายผู้อยู่เบื้องหลัง @directorfits บุก Sundance ครั้งแรก พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานช่วงอำลาของเทศกาลหนังจาก Park City

แฟชั่น
1.0K 0 ความคิดเห็น

ในฐานะคนคัดลุคผู้กำกับสุดเป๊ะที่ดีที่สุดบน Instagram ที่คุณเคยเห็นมา การก้าวเข้ามาในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของฉันมันโคตรจะรวดเร็ววุ่นวาย สิ่งที่เริ่มต้นจากการคัดสรรสไตล์ให้เหล่าผู้กำกับแต่งตัวดี ๆ,@directorfits, แอ็กเคานต์ของฉันนี่แหละ ที่พาฉันเข้าไปอยู่ในห้องที่ไม่คิดว่าจะได้เข้าไป ตั้งแต่ได้ไปงานรอบปฐมทัศน์หนังพรมแดงได้พูดคุยกับฮีโร่สายหนังของฉัน, ไปจนถึงการคอลแลบกับสตูดิโอทำmerch โปรโมตหนัง, จนตอนนี้ได้มางานเทศกาลหนังครั้งแรกในชีวิต ในนามของ Hypebeast การไต่ระดับทั้งหมดนี้มันบ้ามากแบบไม่เกินจริงเลย

พอทริปแรกสู่ Sundance Film Festival ใกล้เข้ามา ความคิดเป็นล้านก็วิ่งวุ่นอยู่ในหัว แค่จินตนาการว่าตัวเองกำลังเหยียบงานใหญ่ระดับนี้ในปฏิทินสายหนัง ก็เป็นสิ่งที่อยากทำมานานแล้ว ผู้กำกับสายอินดี้ระดับตำนานเริ่มต้นกันที่นี่ทั้งนั้น Richard Linklater, Steven Soderbergh, Paul Thomas Anderson แค่เอ่ยชื่อมาก็ขนลุก หลังจากเคยอ่านหนังสือของ Peter Biskind เรื่องDown and Dirty Picturesความฝันที่เคยปั้นไว้ในหัวก็เริ่มจะขึ้นรูป เหมือนหนังเบื้องหลังการถ่ายทำเรื่องโปรดทั้งหลาย ฉันจินตนาการว่าตัวเองจะเดินชน Elvis Mitchell บน Main Street หรือได้นั่งคุยกับ Todd Haynes หลังรอบฉายเที่ยงคืน แต่แฟนตาซีสุดหรูที่สร้างมาหลายปี ก็มลายหายวับทันทีที่เหยียบ Park City, Utah

ความผิดพลาดแรกคือดันมาช่วงครึ่งหลังของเทศกาล 10 วัน พอดีที่เหล่า A-lister ทยอยบินกลับ New York กับ LA กันหมดแล้ว บรรยากาศมันเหมือนตอนอยู่มัธยมต้น แม่เลิกงานดึก แล้วเรากลายเป็นเด็กคนสุดท้ายที่นั่งรอรับกลับบ้านอยู่ในโรงเรียน แต่เอาเข้าจริง ฉันว่ามันทำให้ทริปนี้กลายเป็นประสบการณ์ที่ยูนีกและจริงใจมาก เน้นดูหนังล้วน ๆ ไม่มีพิธีรีตองเวอร์ ๆ ตามสไตล์เทศกาลใหญ่ ๆ ฉันไม่ได้ไปงานรอบปฐมทัศน์เท่ ๆ ไม่ได้ไปอาฟเตอร์ปาร์ตี้หรือดินเนอร์หรูอะไรทั้งนั้น แค่นั่งแหมะลงบนเก้าอี้ในโรงหนังกึ่งดี-กึ่งบ้าน ๆ กับห้องฉายที่ตกแต่งเก๋ขึ้นมาหน่อย บางที่หน้าตาเหมือนหอประชุมโรงเรียนวันที่ฝนตกเสียด้วยซ้ำ แล้วก็ดูหนัง ดูอย่างเดียว และฉันรักทุกวินาทีของมัน

สิ่งหนึ่งที่ฉันจะไม่มีวันลืมเกี่ยวกับ Sundance คือปฏิกิริยาของคนดูระหว่างฉายหนัง ฉันมาจาก LA เมืองที่คลั่งไคล้หนังยิ่งกว่าใคร—อาจจะยกเว้นชาวฝรั่งเศสได้มั้ง?—และไม่อยากเชื่อเลยว่าผู้ชมที่นี่อินขนาดไหนกับบทสนทนาแคมปี้ ๆ ของ Gregg Araki ในเรื่องI Want Your Sex หรือความทะเยอทะยานในโลกศิลปะสุดเพี้ยนของ Natalie Portman ในหนังของ Cathy Yan เรื่องThe Gallerist. ต่อไปนี้คือไดอารี่ว่าด้วยการมา Sundance ครั้งแรกของฉัน ที่บังเอิญตรงกับวาระปิดฉากสุดท้ายของเทศกาลใน Utah ก่อนจะย้ายไปจัดที่ Boulder, Colorado ในครั้งต่อ ๆ ไป และอย่าลืมรอติดตามบทความถัดไปว่าด้วยหนังที่ดีที่สุดที่ฉันได้ดู พร้อมอินไซต์เรื่องสไตล์ที่ Sundance ด้วย

ไดอารี่ director fits ที่งาน sundance 2026

วันพฤหัสบดี 29/1

8:15 น. PST
ไปถึงสนามบินก็เห็นทีวีในฟู้ดคอร์ต LAX กำลังฉายบทสัมภาษณ์ใน Variety กับ John Wilson ว่าด้วยสารคดีเรื่องใหม่ของเขาThe History of Concrete. บรรยากาศ Sundance อยู่ทุกที่จริง ๆ สำหรับคนที่มองหา…

10:00 น. PST
ถึงเกตแล้ว นั่งรอขึ้นเครื่อง แต่ยังไม่เห็นใครหน้าไหนที่ดูเหมือนกำลังจะบินไป Utah เพื่อ Sundance เลย น่าจะเป็นสายสกีหรือสโนว์บอร์ดกันมากกว่า สัญญาณแรกชัด ๆ ว่าฉันมางานนี้ช้าไปแล้ว…

10:10 น. PST
เอาเถอะ ลืมที่พูดไปเมื่อกี้ได้เลย แอบได้ยินคนสองสามคนแถว ๆ ที่นั่งบนเครื่องคุยกันว่ามาที่นี่เพื่องานเทศกาลเหมือนกัน

13:20 น. MST
ตลอดไฟลต์สองชั่วโมง ทำตัวเสมือนเป็นคนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เต็มตัวด้วยการฟังพอดแคสต์ของ Matt Belloni รายการThe Town ไปพลาง พร้อมตัดต่อบทสัมภาษณ์ใหม่ที่ฉันเพิ่งทำกับKleber Mendonça Filho. ถ้าให้ว่ากันตามจริง ในเมื่อฉันได้เงินให้บินมางานนี้แล้วเขียนถึงมัน ก็คงถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของวงการนี้ในแบบของตัวเองใช่ไหมนะ? แต่ก็ไม่รู้สิ ฉันยังตกหลุมกับดักความรู้สึกว่าเป็นตัวปลอมอยู่เรื่อย ๆ

14:30 น. MST
มาถึงโรงแรมที่ Park City ซึ่งในตัวมันเองก็เป็นที่ตั้งของ Yarrow Theater ด้วย ได้คุกกี้ช็อกโกแลตร้อน ๆ ฟรีหนึ่งชิ้นต้อนรับ

ไดอารี่ director fits ที่งาน sundance 2026

15:00 น. MST
แวะไปที่ Sundance HQ เพื่อรับบัตรสื่อสำหรับตลอดสัปดาห์ แอบแวะร้านทางการขาย merch ของ Sundance แล้วเจอแต่ของกลาง ๆ มาก… ครั้งหน้าควรจ้างฉันไปช่วยดีไซน์อะไรที่มันน่าซื้อกว่านี้หน่อย! ได้ทุกอย่างครบแล้วก็นั่งรอรถบัส Sundance ประมาณ 20 นาที รถท้องถิ่นที่พาวนไปแต่ละโรง ระหว่างรอก็คุยกับอาสาสมัครชาว Park City คนหนึ่งที่มาช่วยงาน เขาตอบทุกคำถามโง่ ๆ ของฉันเรื่องทางไป Main St. ฯลฯ สไตล์เขาเท่มาก ผมยาวแซมเทา ใส่หมวกเก่าโทรมที่ข้างหมวกเขียนว่า Film Crew (ด้านหน้ามองไม่ออกว่าเขียนอะไร) ใส่แจ็คเก็ตดาวน์ Kenneth Cole รุ่นทีมงาน Sundance (ไล่สีเหลืองถึงดำ) ที่ติดพินจากปีนี้เต็มตัว

16:30 น. MST
ในที่สุด หลังจากรอชัตเทิลบัสอยู่เป็นชาติ (ทั้งประสบการณ์นี่ไม่ได้หรูหราอย่างที่มองจากข้างนอกเลยนะ) ก็มาถึง Main Street ศูนย์กลางของเทศกาล ที่นี่แหละคือที่ที่แก๊งหนุ่ม ๆ จากเรื่องEntourage มารวมตัวกันเพื่อรอบปฐมทัศน์ของ Vincent Chase เรื่องQueens Blvd ที่ Egyptian Theatre บรรยากาศตรงหน้าคือทุกอย่างที่เคยฝันไว้และยิ่งกว่านั้นอีก ฉันหิวจนตาลายเลยเดินเข้าผับไอริชชื่อ Flanagans เปิดเมนูหาอะไรอุ่น ๆ เติมพลัง สั่ง Guinness แก้วสดกับฟิชแอนด์ชิปส์ที่บาร์ แล้วก็เริ่มคุยกับผู้ชายที่นั่งเปิดแล็ปท็อปอยู่ข้าง ๆ เราคุยกันเรื่อง The Grateful Dead กับหนังสือของ Marshall McLuhan ชื่อThe Medium Is the Message. สรุปว่าเขาเป็นคนที่ทำเงินหลักล้านจากการลงทุนใน Shopify ตั้งแต่ช่วงตั้งไข่ แล้วตอนนี้เอากำไรเหล่านั้นมาช่วยลงทุนสร้างหนัง ฟังดูเป็นวิธีใช้เงินที่ดีทีเดียวถ้าถามฉัน เขาบอกว่าไม่ได้มีหนังฉายในงานนี้เอง แต่มีส่วนร่วมอย่างมากในการทำเรื่องNirvanna the Band the Show the Movie.

18:00 น. MST
สรุปคือฉันเดินวนบน Main Street ไปเกือบ 19,000 ก้าวเพื่อซึมซับบรรยากาศ เห็นคู่รักคู่หนึ่งแต่งตัวทั้งตัวเหมือนใส่ Rick Owens ตั้งแต่หัวจรดเท้า น่าสนใจมาก แต่เขาปฏิเสธตอนฉันขอถ่ายรูป ดูเหมือนความคึกคักจากวันก่อน ๆ จะจางลง เมืองเริ่มโล่งและคนบางตา

23:30 น. MST
เจอ Anthony Mackie ยืนสูบซิการ์อยู่หน้ารร.กับเพื่อน ๆ พร้อมหลุดประโยคว่า “ครั้งสุดท้ายที่ฉันเคยโกหก คือวันที่พูดว่า I DO” โทนเสียงคือสายสามีตัวจริงใช่ไหมล่ะ? มีแฟนคลับคนหนึ่งเข้าไปหาแล้วพูดว่า “เฮ้ ผมไม่อยากเป็นไอ้คนนั้นหรอกแต่…” Mackie ตอบสวนทันที “งั้นก็อย่าเป็นไอ้คนนั้นสิ!” แฟนคนนั้นเลยถามต่อว่าขอแค่เข้าไปทักได้ไหม ระหว่างนั้น Uber ของฉันก็มาถึงพอดีเพื่อไปดูหนังเรื่องแรกของงาน เลยต้องตัดใจจากบทสนทนาสุดเข้มข้นตรงหน้า ปล่อยให้พวกเขาคุยกันต่อไป ขณะที่ฉันนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง Tesla Model Y ของ Uber

23:45 น. MST
ได้ที่นั่งเรียบร้อยสำหรับหนังของ Tamra Davis เรื่องThe Best Summer และนี่คือกลุ่มคนดูที่น่าสนใจที่สุดที่ฉันเจอในทริปนี้จนถึงตอนนี้ กลายเป็นว่าแม้ตัวเมืองจะดูโล่ง ๆ แต่ในโรงฉายนั้นคึกคักสุด Alt girls ใส่ถุงน่องตาข่าย กระโปรง สวมจิวหู-จิวหน้า กรีดอายไลเนอร์เข้มกับม้าเต่อเส้นบาง ส่วนหนุ่ม ๆ มากับแจ็กเก็ตเวิร์กแวร์โอเวอร์ไซซ์ซีด ๆ กับกางเกงทรงกว้างเป้าต่อเข่าคู่ Makes sense อยู่ เมื่อดูจากเนื้อหาของหนัง

ไดอารี่ director fits ที่งาน sundance 2026

วันศุกร์ 30/1/26
1:30 น.

The Best Summerเป็นสารคดีที่ดีมาก ๆ ในเรื่องนี้ Tamra Davis ตามติดบรรดาวงดนตรีระดับออลสตาร์ระหว่างทัวร์ออสเตรเลียปี 1995 แล้วอัดทุกอย่างเอาไว้ เธอให้ Kathleen Hanna เป็นคนถามเซ็ตคำถามชุดเดียวกันกับสมาชิกแต่ละวงบนทัวร์ Adam Yauch ใส่เสื้อ Supreme โลโก้คลาสสิกตั้งแต่ปี 1995 แค่หนึ่งปีหลัง James Jebbia เปิดแบรนด์ คือบ้ามาก Beck บอกว่าปณิธานปีใหม่ของเขาคือจะซื้อกางเกงขาสั้นสักตัวให้ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ตอนอายุสิบขวบ Dave Grohl ชี้ไปที่บุหรี่กับไวน์ตอนถูกถามว่าทำยังไงถึงเล่นคอนเสิร์ตบนเวทีได้ อย่าลืมว่านี่คือแค่หนึ่งปีหลังการจากไปของ Kurt Cobain แผลใจยังดูสดมากอยู่เลย

ทั้งเรื่องให้ความรู้สึกเหมือนได้ดูวิดีโอโฮมมูวีในครอบครัวของใครสักคน เพียงแต่สมาชิกครอบครัวคือ The Beastie Boys, Sonic Youth, Bikini Kill, Foo Fighters, Pavement ฯลฯ Davis เลือกจะเก็บช็อตกล้องสั่น ๆ แบบเทคยาว ๆ เอาไว้ ไม่ยอมตัดให้เป็นคัตสั้นเนี๊ยบ ๆ ทำให้เราเหมือนอยู่ในห้องเดียวกับพวกเขา อยู่บนถนนกับทัวร์จริง ๆ ในเรื่องมีโมเมนต์เบื้องหลังที่ทั้งหายากและใกล้ชิดเยอะมาก ทุกวันนี้เราเริ่มชินกับคอนเทนต์แบบนี้จากศิลปินโปรดผ่าน Instagram และ TikTok กันแล้ว มันแทบจะเหมือนสัมภาษณ์สไตล์ man-on-the-street ผสมกับคอนเทนต์วัฒนธรรมการรีคอมเมนด์ที่เราเห็นเต็มฟีด… แค่ย้อนไปอยู่ในปี 1995 คุณอาจเห็น Instagram ทางการของ Coachella ทำคอนเทนต์โทนนี้เป๊ะ ๆ เลย

ระหว่างช่วง Q&A หลังหนังจบ มีคนถาม Tamra Davis ว่าถ้าเป็นตอนนี้เธออยากตามถ่ายวงไหน? เธอตอบว่า Geese ฉันเห็นสมาชิก Ion Pack อยู่ในงานด้วย คิดว่าน่าจะเป็น KJ ตอนกำลังเดินลงบันได มีคนเป็นลมล้มลงต่อหน้าฉันพอดี น่ากลัวมาก ดีที่ในที่สุดเขาก็ฟื้น แต่มีอยู่สองสามนาทีที่ทุกคนในแถวนั้นตกใจจริงจัง ขณะที่สตาฟเทศกาลรีบวิ่งไปหาเจ้าหน้าที่แพทย์ ตอนเดินออกมาฉันสังเกตว่าคนดูทั้งโรงดูคล้ายคนในฉากผู้ชมคอนเสิร์ตในหนังเลย

8:30 น. MST
นอนมาได้ราว ๆ ห้าชั่วโมงครึ่งก็ตื่น อาบน้ำแต่งตัวแล้วเดินจากโรงแรมไป The Ray Theater ที่จะจัดงานประกาศรางวัลของ Sundance ฉันอาศัยจังหวะเล็ดลอดเข้าไปในห้องสื่อได้เฉย ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ถึงจะมีบัตรสื่อ แต่ชื่อฉันไม่ได้อยู่ในลิสต์ให้เข้าร่วม press line ของงาน ความโกลาหลในห้องช่วยให้ฉันแฝงตัวเข้าไปได้แบบแทบไม่มีใครสังเกต (อย่างน้อยก็ชั่วคราว)

ฉันเห็น Eugene Hernandez ผู้อำนวยการเทศกาลและผู้ก่อตั้ง IndieWire ทันทีที่เข้าไป เขาใส่รองเท้า Paraboot รุ่น Briac กับแว่น Jacques Marie Mage แค่เห็นก็รู้แล้วว่าเป็นคนมีรสนิยม เลยคิดว่าต้องขอสัมภาษณ์มุมมองเรื่องแฟชั่นในเทศกาลที่เขาดูแลสักหน่อย การโยนชื่อ Hypebeast กับ Director Fits ออกไปช่วยได้มาก เขายุ่งสุด ๆ แต่พอรู้ว่าฉันมาจากที่ไหนก็ยอมสละเวลาให้สัมภาษณ์ 8 นาทีเต็ม ๆ

ไดอารี่ director fits ที่งาน sundance 2026

9:30 น. MST
หลังใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงในห้องแคบ ๆ อึกทึกและยุ่งเหยิง ฉันคิดว่าควรออกไปสูดอากาศข้างนอกสักหน่อย ก่อนที่เหล่าชื่อใหญ่ ๆ ของงานประกาศรางวัลจะมาถึง พอเดินออกไปได้ไม่กี่ก้าวก็มีสายเข้าจากเบอร์ LA ที่ไม่รู้จัก พอรับสาย เสียงปลายทางกลับคุ้นมาก เป็นหัวหน้า HR จากงานประจำของฉันที่ทำหน้าที่เป็นนักกลยุทธ์ในเอเจนซี่โฆษณาใหญ่ใน LA เท่านั้นแหละ…

เธอแจ้งสั้น ๆ และเร็วมากว่าเพราะบริษัทตัดงบ ตำแหน่งของฉันเลยถูกยกเลิก โอเค สุดจัด ได้ข่าวนั้นปุ๊บ ฉันก็เดินกลับเข้าห้องสื่อ แล้วก็เห็นโอกาสจะสัมภาษณ์ผู้กำกับ Filipiñana อย่าง Rafael Manuel เขาใส่ชุดคอร์ดูรอยโทนเขียวโอลีฟทั้งตัว กางเกงครอปโชว์รองเท้า Paraboot รุ่น Michael คู่สวย สองคนในห้องเดียวกันใส่ Paraboot เหรอ? นี่คือแถวรอคิวที่ Maru Coffee หรือห้องสื่อของ Sundance Film Festival กันแน่ ใต้เชิ้ตคอร์ดูรอยเป็นเสื้อ Lululemon แบบซิปสีแดงสด การจับคู่ระหว่างเสื้อผ้าเทคนิคัลกับเวิร์กแวร์ที่น่าสนใจมาก แถมเลือกใช้สีได้เนี้ยบด้วย

10:00 น. MST
สถานการณ์เริ่มไปไม่รอด มีสตาฟคนหนึ่งในห้องสื่อสังเกตเห็นว่าฉันดูแปลกปลอมเกินไป ถึงจะมีบัตรสื่อห้อยคอ แต่เธอก็ถามว่าฉันมาทำอะไรที่นี่ ในเมื่อสื่อทุกเจ้ามีป้ายชื่อกำกับพื้นที่ไว้บนพื้นแล้ว สงสัยของฉันถูกต้อง ฉันไม่มีสิทธิ์อยู่ตรงนั้นเลย แต่ก็ถือว่าบีบเอาทุกอย่างที่ทำได้จากเวลาสั้น ๆ ในห้องสื่อออกมาเต็มที่ เป็นตัวอย่างที่ดีของโมเดล “ทำไปเถอะจนกว่าจะมีคนห้าม”

11:00 น. MST
ฉันเดินทอดน่องไปบาร์อีกแห่งบน Main Street ยก Guinness ไปสองสามไพนต์ กลบความเศร้าจากงานที่เพิ่งโดนเด้งไปหมาด ๆ เซ็นเอกสารเลิกจ้างเสร็จ ปั๊บ—แค่นั้นแหละ ฉันก็กลายเป็นคนว่างงานอย่างเป็นทางการ

ไดอารี่ director fits ที่งาน sundance 2026

15:30 น. MST
Rafael Manuel และหนังยาวเรื่องแรกของเขาอย่างFilipiñana เป็นการค้นพบใหม่หมดสำหรับฉัน ตอนมาก่อนงานฉันตั้งใจว่าต้องดูหนังที่ไม่อยู่ในเรดาร์บ้าง แล้วจู่ ๆ ก็ได้รับเชิญให้มาดูเรื่องนี้ เลยตอบรับทันที หนังให้ความรู้สึกเหมือนอุปมาเชิงภาพขนาดใหญ่เกี่ยวกับชนชั้นและเพศในฟิลิปปินส์ เรื่องราวเกิดขึ้นในสนามกอล์ฟหรู ซึ่ง Manuel เล่าว่ากอล์ฟกำลังบูมมากในฟิลิปปินส์ตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าหลังมาตรการเว้นระยะห่างช่วงโควิด กีฬานี้โตแบบก้าวกระโดด สนามกอล์ฟในเรื่องเลยทำหน้าที่เป็นภาพจำลองขนาดย่อของพลวัตชนชั้นและเพศในสังคมฟิลิปปินส์

ในช่วง Q&A Manuel บอกว่าประเทศเขาอุดมสมบูรณ์มากในเชิงเกษตรกรรม แต่ในพื้นที่อย่างสนามกอล์ฟ ความอุดมสมบูรณ์นี้กลับถูกใช้ประโยชน์โดยคนรวยเพียงหยิบมือเดียว ภายในรีสอร์ตก็มีเส้นแบ่งชัดเจนระหว่างพนักงาน แคดดี้ และแม่บ้าน หนังเรื่องนี้ภาพสวยมาก จนยากจะเชื่อว่านี่คือผลงานหนังยาวเรื่องแรกของทั้งผู้กำกับ นักแสดงนำ ผู้ออกแบบงานสร้าง และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย งานของพวกเขาดูเก๋าและมั่นใจสุด ๆ เป็นการต่อยอดที่ดีให้โลกของ slow cinema ฉันชอบมากกับการใช้ช็อตตั้งกล้องนิ่ง ๆ แทบไม่ขยับไปมา ทุกอย่างดูเป็นการเลือกอย่างตั้งใจตลอดเรื่อง

18:00 น. MST
ฉันกลับมานั่งที่บาร์อีกครั้ง (รอบนี้ไม่แตะแอลกอฮอล์) แล้วเริ่มร่างแผนคร่าว ๆ ว่าจะใช้ชีวิตต่อไปยังไงโดยไม่มีรายได้ประจำแล้ว

19:30 น. MST
ฉันเดินลงถนนไปนั่งที่ร้านซูชิ รู้สึกโหยหาความเป็น Los Angeles ขึ้นมาเฉย ๆ ปกติฉันไม่ค่อยคิดถึงบ้านเท่าไหร่ แต่ตอนนี้รู้สึกเลยจริง ๆ

วันเสาร์
31/1/26 10:08 น. MST

หนังเรื่องที่สามของทริปนี้คือผลงานของ Andrew Stanton เรื่องIn the Blink of an Eye. เป็นหนังที่ดูปุ๊บก็รู้ปั๊บว่า Stanton คือคนกำกับWALL-E. ให้พูดตรง ๆ ฉันคาดไว้เลยว่านี่จะเป็นหนังเรียกกรอกตา ดูเลี่ยน เดาง่าย ใช้สูตรสำเร็จมาดึงอารมณ์แบบถูกมาก และส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ …แต่เวรเอ๊ย ฉันก็ยังอินอยู่ดี คงเพราะช่วงนี้ฉันอ่อนไหว แล้วหนังมันดันมาตรงจังหวะพอดีมั้ง

มันเป็นเรื่องราวที่กินเวลายาว 47,000 ปี สำรวจชีวิตและความตายผ่านมุมมองของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล มนุษย์ยุคปัจจุบัน และกลุ่มคนในอนาคตที่พยายามไปตั้งถิ่นฐานบนดาวดวงใหม่ พอมองย้อนกลับไปก็แอบเหมือนโฆษณาชวนเชื่อสไตล์ SpaceX ที่เว่อร์ ๆ… แต่นั่นแหละคือพลังของการดูหนังในโรงมืด ๆ จอยักษ์ ๆ ร่วมกับคนอื่น บางครั้งแม้แต่หนังกลาง ๆ ก็ยังทำให้คุณอินและยอมแพ้ได้ สำหรับคนดูที่อายุค่อนข้างเยอะแล้วในโรงรอบนี้ หนังเรื่องนี้คือของโปรดเลย ทุกคนหัวเราะให้กับมุกเลี่ยน ๆ และตอนท้ายต่างก็แอบสูดน้ำมูก น้ำตาคลอกันทั้งโรง

12:00 น. MST
ใส่ชื่อเข้า waiting list ของเรื่องOnce Upon a Time in Harlem. ภาวนาให้ได้ที่นั่งทันเวลา

15:00 น. MST
หนังเรื่องที่สี่ของเทศกาลนี้อย่างOnce Upon a Time in Harlem คือ time capsule สุดงดงามของยุค Harlem Renaissance ผลงานของ William และ David Greaves พวกเขารวบรวมเสาหลักของยุคนั้นมารวมตัวกันที่แฟลตของ Duke Ellington ในปี 1972 หนังถูกถ่ายให้เรารู้สึกเหมือนเป็นคนยืนดูอยู่ข้าง ๆ บทสนทนา บรรดาคนสำคัญอย่าง Ernest Crichlow, Eubie Blake และ Arna Bontemps ต่างนั่งเล่าความหลังและผลกระทบจากเพื่อนร่วมยุคของพวกเขาอย่าง W. E. B. Du Bois และ Langston Hughes นี่คือดินเนอร์ปาร์ตี้ที่ฉันอิจฉามาก ลองนึกภาพกลุ่มปัญญาชนดื่ม สูบ เล่าเรื่อง เล่นเปียโน โต้เถียง เห็นด้วย แล้วก็หัวเราะไปด้วยกัน คุณจะไม่อยากไปอยู่ตรงนั้นเหรอ?

นี่เป็นหนังที่ “แต่งตัว” ดีที่สุดเท่าที่ฉันได้ดูในงานนี้จนถึงตอนนี้ อาจเพราะเป็นคนจริงในเสื้อผ้าจริง ๆ หรือไม่ก็เพราะคนยุค 70s แต่งตัวดีกว่าพวกเราทุกวันนี้แบบไม่ต้องเถียงกัน สูทสุดปังมากมาย ปกแหลมยาวเฉียบ เชิ้ตลายจัดปกใหญ่ เนกไทกับกางเกงขาทรงกว้าง เดรสลูกไม้สวยอลังกับจิวเวลรี่จัดเต็ม… เราควรพาเลเวลความฟุ้งเฟ้อแบบนี้กลับมา ถ้าคุณรวบรวมคนรุ่นปัจจุบันที่เป็นเวอร์ชันใหม่ของคนเหล่านี้มานั่งดินเนอร์ปาร์ตี้ด้วยกันที่เดียว จะดูดีแบบนี้ไหม? ตอบยาก แต่ฉันกล้าเดาว่าไม่น่าใช่

16:30 น.
กำลังเดินทางไป Salt Lake City เพื่อดูหนังของ Cathy Yan เรื่องThe Gallerist.

17:15 น.
มาถึงรอบฉายของThe Gallerist, หนังเรื่องที่ 5 ของฉันในเทศกาลนี้ คนแน่นวุ่นวายสุด ๆ หนังเปิดมาด้วยคำคมดังของ Andy Warhol ว่า “Art is anything you can get away with.” แก่นของมันคือการพูดว่าศิลปะร่วมสมัยส่วนใหญ่แม่งก็ลวงโลกดี ๆ นี่เอง ทุกอย่างไปลงที่เรื่องเล่าที่คุณปั้น การตลาด และกระแสที่สร้างขึ้นมา มากกว่าตัวเนื้องานหรือศิลปินจริง ๆ

นี่คือหนังที่ถ่ายอย่างมีสไตล์มาก มีมูฟเมนต์กล้องและแพนช็อตเจ๋ง ๆ เพียบ แถมมีมุกกัดโลกศิลปะร่วมสมัยให้หัวเราะเบา ๆ ตลอด เป็นการเสียดสีเหล่าคนรวย 1% ที่ซื้อศิลปะไปเก็บดองไว้ตลอดกาล ทำไปเพื่อฟอกภาพลักษณ์หรือปู ego ตัวเองล้วน ๆ ศิลปะร่วมสมัยแม่งลวงโลกจริง อย่างน้อยก็ส่วนใหญ่ เวลาไปแกลเลอรีฉันรู้สึกเป็นตัวตลกอยู่บ่อย ๆ แน่นอนฉันไม่ได้บอกว่าฉันเกลียดศิลปะนะ นั่นจะเกินไป แต่โลกศิลปะสาย Art Basel ทั้งหลายหรือศิลปินประเภท Mr. Brainwash? ฉันตามไม่ทันจริง ๆ และหนังเรื่องนี้ก็สะท้อนความรู้สึกนั้นออกมาได้เป๊ะมาก

ฉันอยากฟัง Cathy Yan เล่ามุมมองเกี่ยวกับโลกที่เธอเล่าเรื่องนี้จริง ๆ เสื้อผ้าในเรื่องเป๊ะมาก ตรงกับยูนิฟอร์มสาย Miami Art Basel ที่ดัง จัดจ้าน เวอร์ และแอบเชยนิด ๆ ที่เราเห็นกัน Charli XCX ยังโดนรถชนในเรื่องด้วย ขำมาก โดยรวมคือหนังที่ดูสนุกมากเรื่องหนึ่ง

23:40 น. MST
กลับมาที่ Park City เพื่อนั่งดูหนังเรื่องที่ 6 ของเทศกาล และเป็นเรื่องที่ฉันตั้งตารอที่สุด คนแน่นบ้าคลั่งที่ The Ray Theater สำหรับหนังเรื่องใหม่ของ Gregg Araki ในรอบเกือบสิบปีอย่างI Want Your Sex. ถึงขั้นต้องเอาลำโพงเสริมเข้ามาเพิ่มเพื่อหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ

วันอาทิตย์ 1/2
1:50 น. MST

I Want Your Sexคือหนังโปรดที่สุดของฉันในเทศกาลนี้แบบไม่ต้องคิดมาก มันสนุกและเอนเตอร์เทนแบบไม่พัก หนังของ Gregg Araki ไม่เคยพลาดเรื่องเสื้อยืดกราฟิก และเรื่องนี้ก็เช่นกัน Cooper Hoffman ใส่เสื้อ Sonic Youth กับ Madonna ส่วน Chase Sui Wonders ใส่ทีเชิ้ต Spahn’s Movie Ranch Cooper Hoffman คือดาวรุ่งของจริง ทั้งเขาและ Olivia Wilde เล่นเรื่องนี้แบบทุ่มสุดตัว กล้าชนมาก คุณจะเข้าใจว่าฉันหมายถึงอะไรเมื่อได้ดูเอง พาเลตต์สีของหนังสดชื่นสุดสำหรับหนังสมัยนี้ ไม่มีโทนเทาหม่นหรือสีตุ่น ๆ เลย เขียวสด ชมพูจัด น้ำเงินสว่างเต็มจอ นี่คือรอบฉายเที่ยงคืนครั้งสุดท้ายของ The Ray Theater ที่ Park City เสียงหัวเราะกับเสียงอุทานดังระเบิดตลอด คนดูปล่อยพลังกันสุด ๆ รู้สึกเหมือนอยู่ในคอนเสิร์ตมากกว่าดูหนัง

10:30 น. MST
ในที่สุดฉันก็ได้ดูหนังที่เป็นกระแสแรงสุดในสื่อสายธุรกิจหนัง ว่ากันว่าเรื่องของ Olivia Wilde เรื่องThe Invite ทำให้สตูดิโอต่าง ๆ เปิดศึกแย่งประมูลสไตล์ Sundance ยุคเก่ากันเลย การแย่งซื้อนี้ยืดเป็นเวลาเกือบ 72 ชั่วโมง ก่อนที่ A24 จะคว้าไปในตัวเลขราว 15 ล้านดอลลาร์ หนังให้ฟีลกลับไปยังคอมเมดี้เซ็กซ์ยุค 60s แบบสนุก ๆ และบางช่วงทำให้ฉันนึกถึงคลาสสิกของ Mike Nichols เรื่องCarnal Knowledge. ช่วงเครดิตเปิดเรื่องสนุกมาก และชัดเจนว่าเป็นการอุทิศคารวะให้กับเครดิตของ Steve McQueen ฉบับดั้งเดิมเรื่องThomas Crowne Affair อย่างเห็นได้ชัด

The Invite กวาดเสียงหัวเราะดังที่สุดเรื่องหนึ่งในเทศกาล บางช่วงเสียงหัวเราะโหมจนฉันฟังบทสนทนาต่อแทบไม่รู้เรื่อง หนังใช้ดนตรีประกอบสายไวโอลินสุดวิเศษจาก Dev Hynes ที่ช่วยขับดราม่าและอารมณ์เรื่องให้สูงขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เติมกลิ่นอายแคมปี้ให้กับความตึงเครียดบนโต๊ะดินเนอร์ได้อย่างลงตัว เป็นหนังที่แข็งแรงมาก และฉันเข้าใจเลยว่าทำไมสตูดิโอถึงต้องแย่งกันขนาดนี้ น่าจะเป็นหนังที่เมนสตรีมและเอาใจคนดูที่สุดที่ฉันได้ดูในเทศกาลนี้ เชื่อว่า A24 คงได้กลิ่นความสำเร็จบนบ็อกซ์ออฟฟิศสายโรแมนติกคอมเมดี้อีกครั้ง เหมือนที่เคยมีกับเรื่องMaterialists เมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว

12:00 น. MST
ฉันยังรู้สึกคิดถึง Los Angeles ที่รักอยู่หน่อย ๆ เพื่อนเลยแนะนำให้ลองไปกินร้านมื้อเช้า/บรันช์แถว ๆ นี้ชื่อ Harvest เมนูให้ฟีลร้านฮิป ๆ บน Melrose เป๊ะ ถึงจะไม่ใช่โซนโปรดสุดของฉันใน LA แต่ในเมื่ออยู่กลางรัฐ Utah แบบนี้ อะไรใกล้เคียงก็ถือว่าโอเคแล้ว

13:30 น. MST
ตอบอีเมล แล้วเริ่มลงมือเอดิทบทสัมภาษณ์ที่ทำไว้กับ Rafael Manuel และ Eugene Hernandez

16:20 น. MST
เพิ่งออกมาจากรอบฉายหนังของ Kogonada เรื่องZi และบอกเลยว่านี่คือหนึ่งในหนังที่ถ่ายภาพสวยและดูดีสุด ๆ สำหรับฉันในเทศกาลนี้ เนื้อเรื่องในแบบที่ดีคือชวนให้มึน นัวร์ และงงเล็กน้อย ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าสวยแบบหลอกหลอน จากที่ฉันเข้าใจ เหมือนหนังติดค้างอยู่ในความทรงจำสุดท้ายของตัวละครชื่อ Zi ตอนแก่และป่วยเป็นอัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่เธอได้พบรักครั้งสำคัญ โรแมนซ์ระหว่าง Zi กับ Elle ให้ฟีลคล้าย ๆ เรื่องMulholland Drive ในเชิงวิกบลอนด์ที่ตะโกนใส่หน้าเราน่ะนะ หนังยังอุทิศให้ Ryuichi Sakamoto ด้วย ซึ่งถ้าจำไม่ผิด Sakamoto เคยทำดนตรีให้หนังของ Kogonada เรื่องAfter Yang มาก่อน จึงเป็นการรำลึกถึงตำนานคนหนึ่งอย่างสวยงามมาก

18:00 น. MST
ฉันพยายามสุดตัวเพื่อจะเข้าให้ทันรอบฉายสุดท้ายของสารคดี John Wilson เรื่องThe History of Concrete แต่ก็พลาดอีกแล้ว นอกจากเรื่องของ Charli XCX อย่างThe Moment, เรื่องนี้ดูจะเป็นหนังที่เข้าไปดูยากสุดใน Sundance ปีนี้ ฉันได้ยินหลายคนในเมืองนี้เล่าว่าพยายามแล้วแต่ก็แห้วกันทั้งนั้น

ไดอารี่ director fits ที่งาน sundance 2026

20:30 น. MST
หนังเรื่องสุดท้ายของเทศกาลสำหรับฉันคือHa-Chan, Shake Your Booty! ที่ Library Theater ซึ่งเป็นรอบฉาย Sundance รอบสุดท้ายตลอดกาลในโรงนี้ด้วย สตาฟที่ดูแลโรงหนังต่างก็ซึ้งกันอย่างเห็นได้ชัด บางคนอาสาและทำงานกับเทศกาลนี้มากว่า 10 ปี หนังเข้าทางผู้ชมมาก ถ้ามีอย่างหนึ่งที่นิยาม Sundance ได้ชัด ๆ คือคนดูมีส่วนร่วมและตอบสนองสุดหัวใจ ในฐานะคนที่เข้าโรงหนังบ่อย ๆ บอกเลยว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ได้เห็นทุกที่ ความอินของคนดูในทุก ๆ รอบที่ฉันไปคือระดับทะลุปรอท ต่อให้หนังกลาง ๆ ก็ยังดูพิเศษขึ้นมาได้

Ha-Chan, Shake Your Booty! เป็นหนังที่ทั้งมีสไตล์และทะเล้นเกินคาดสำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับการตายของสามี ฉันแพ้หนังที่เซ็ตโลเคชันใน Tokyo เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โดยรวมอาจจะแคมปี้ฟีลเด็กชมรมละครโรงเรียนไปนิดสำหรับฉัน แต่ก็ดูเพลินมาก ตัวละครในเรื่องดูมีรสนิยมดี อินทีเรียร์บ้านใน Tokyo ของพวกเขาสวยมาก และยังมีโปสเตอร์หนังอย่างPunch-Drunk Love กับAll That Jazz ติดอยู่บนผนังด้วย ทั้ง title card และการ์ดขึ้นต้นแต่ละบทคือดีมาก ฉันชอบสุด ๆ เวลาเจอหนังที่ให้ความสำคัญกับกราฟิกดีไซน์ดี ๆ

วันจันทร์ 2/2
5:00 น. MST

เทศกาลจบแล้ว ฉันกำลังมุ่งหน้าไปสนามบิน Salt Lake City รู้สึกคัดจมูกและเจ็บคอนิด ๆ เพื่อนคนอื่นที่มาเทศกาลช่วงต้นสัปดาห์ก็บ่นอาการคล้าย ๆ กัน คิดว่าการนั่งอยู่ในโรงหนังติดกับคนอีกนับร้อย วันละหลายรอบติดกันสี่วันก็คงพอทำให้ป่วยได้แหละ แม้ฉันจะรักการดูหนังจอยักษ์ในโรง แต่ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเรียกได้ว่าดูจนเกินขนาดแล้ว ตอนนี้หัวตุบ ๆ Tylenol สูตร extra strength คือเพื่อนที่ดีที่สุด ณ วินาทีนี้ อาจได้กลับมาอีกครั้งในงานรอบหน้าเมื่อย้ายไปจัดที่ Boulder, Colorado ก็ได้ ใครจะไปรู้

ถ้าอยากติดตาม Director Fits เพิ่ม สามารถไปตามเขาได้ทางInstagram และกด subscribeจดหมายข่าว.

อ่านบทความเต็ม