Drake Ramberg ดีไซเนอร์ผู้อยู่เบื้องหลังชุดแข่ง Nike สุดไอคอนิกของวงการฟุตบอล เล่าเบื้องหลังงานออกแบบให้ Venezia FC, NOCTA และกระแสรีไววัลสไตล์ 90s
ตัวจริงสายฟุตบอลของ Nike เล่าให้ Hypebeast ฟังถึง 30 ปีในการออกแบบเสื้อแข่ง การเล่าเรื่องผ่านดีไซน์ และเหตุผลที่กราฟิกจัดจ้านยุค 90s ยังโดนใจแฟนบอลยุคนี้
มีดีไซเนอร์เพียงไม่กี่คนที่ทิ้งลายเซ็นดีไซน์บนวัฒนธรรมฟุตบอลได้ชัดเจนเท่าDrake Ramberg.
นานก่อนที่เสื้อแข่งจะกลายเป็นไอเท็มแฟชั่นแถวฟรอนต์โรว์และของหายากในตลาดรีเซล Ramberg ก็เริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า “ชุดแข่ง” ของทีมหนึ่งควรจะหมายถึงอะไรได้บ้าง – ไม่ใช่แค่สปอร์ตแวร์ แต่คือการเล่าเรื่องราว เขาเป็นชาว Oregon อดีตดีไซเนอร์ของ Nike ที่ทำงานกับแบรนด์เกือบสามทศวรรษ โดยเริ่มต้นในช่วงต้นยุค 90s พอดีกับจังหวะที่ Swoosh รุกหนักเข้าสู่โลกฟุตบอลระดับโกลบอล ผลงานยุคแรกของเขากับหลายทีม ทั้ง Arsenal และทีมชาติอิตาลี ได้ช่วยสร้างภาษาภาพที่ยังสะท้อนอยู่ในเกมลูกหนังทุกวันนี้: กราฟิกจัดจ้าน เชื่อมโยงวัฒนธรรม และความกล้าที่จะทลายกรอบประเพณีโดยไม่ลบหลู่มัน
โปรเจกต์ล่าสุดของ Ramberg พาเขากลับไปอิตาลีอีกครั้ง – คราวนี้ตรงดิ่งสู่ Venice กับคอลแลบสามทางระหว่างตัวเขาเอง Venezia FC และ NOCTA ของ Drake ที่มอบหมายให้เขาออกแบบชุดแข่งลำดับที่สี่. เมื่อมองย้อนกลับไปบนเส้นทางอาชีพที่พาดผ่านทั้งยุคบุกเบิกฟุตบอลของ Nike และช่วงเวลาแห่งดีไซน์ระดับไอคอนของวงการ เขาพบว่าสำหรับตัวเองแล้วแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนไป กระบวนการออกแบบเริ่มต้นเหมือนเดิมเสมอ: “คุณต้องมองเสื้อแข่งเหมือนผ้าใบเปล่าๆ แล้วค่อยๆ หาจังหวะสมดุลของกราฟิกบนมัน” เขาเล่ากับ Hypebeast
“ผมมองเสื้อแข่งเหมือนผ้าใบเปล่าๆ ตลอดเวลา สไตล์ของผมน่าจะเข้ากับ Venezia และ NOCTA ได้ดี และผมดีใจมากที่เราได้ทำโปรเจกต์นี้ร่วมกัน”
วิธีคิดแบบนี้เองที่ให้กำเนิดงานภาพจำระดับคลาสสิกของโลกฟุตบอลมากมาย
แต่เส้นทางสู่โลกดีไซน์ฟุตบอลของ Ramberg ไม่ได้เดินมาตามสูตรสำเร็จ เขาเรียนสายวิจิตรศิลป์ (fine art) มาโดยตรง ก่อนจะเข้าร่วม Nike ในยุคที่ข้อจำกัดมีน้อยและทุกคนกระหายความเสี่ยง เป็นช่วงที่ทีมฟุตบอลของแบรนด์ถูกผลักให้ลองของใหม่เต็มที่ เขาจึงได้อิสระทางความคิดสร้างสรรค์อย่างแท้จริง จนกลายเป็นยุคชุดแข่งที่วันนี้ถูกเล่าขานในตำนาน โดดเด่นด้วยผ้าแจ็คการ์ด คอนทราสต์ผิวมันวาว-ด้าน และงานกราฟิกที่เล่าเรื่องราว – ชุดแข่งที่ปัจจุบันถูกแฟนพันธุ์แท้และนักสะสมยกให้เป็นชิ้นงานวัฒนธรรมเลยทีเดียว
พอถูกถามว่าทำไมชุดแข่งบางแบบถึงถูกจดจำข้ามกาลเวลา Ramberg ตอบแบบไม่อ้อมค้อมเลยว่า “ถ้าคุณซื่อสัตย์กับสโมสรหรือสมาคม เล่าเรื่องราวของเขาอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้ทำแค่เพื่อเกาะเทรนด์ แต่ตั้งใจสร้างดีไซน์ที่ทรงพลัง” เขาอธิบายต่อว่า “แล้วถ้ามันมีรสนิยม และทำให้นักเตะกับแฟนบอลรู้สึกได้ว่าคุณเข้าใจวัฒนธรรมและตัวตนของพวกเขาจริงๆ ชุดนั้นก็จะกลายเป็นอมตะเอง”
ปรัชญาแบบนี้เองที่ขับเคลื่อนงานของเขากับ Venezia เขาหยิบภาษาภาพของเมืองมาใช้เต็มที่ – ตั้งแต่สิงโตมีปีกแห่ง Saint Mark สถาปัตยกรรม ธง ไปจนถึงมรดกศิลปะหลายศตวรรษ Ramberg อยากสะท้อนสายสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างสโมสรกับเมือง “มองไปทางไหนก็เจอม็อติฟสิงโต มันคือหัวใจของเมืองนี้จริงๆ” เขาบอก “ผมเลยอยากเอามาใช้ในแบบที่เท่และร่วมสมัย”
แล้วเรื่องชื่อที่ดันไปพ้องกับอีกคนล่ะ? “ผมชอบบอกทุกคนว่าผมนี่แหละ OG เพราะอายุมากกว่า ใช่ไหมล่ะ?!” เขาพูดพลางหัวเราะ “ผมยังไม่เคยเจอเขาเลย แต่หวังว่าสักวันคงได้เจอ ลูกชายผมน่ะเป็นแฟนตัวยงเลยนะ”
“นักฟุตบอลก็เหมือนซูเปอร์ฮีโร่ ชุดยูนิฟอร์มของพวกเขาไม่ควรจะน่าเบื่อ จริงไหม?”
แม้ยุคนี้เครื่องมือดิจิทัลจะล้ำขึ้นทุกวัน แต่วิธีทำงานของ Ramberg ยังยึดกับงานแฮนด์เมดเป็นหลัก “ผมยังเริ่มจากสเก็ตช์ด้วยมือตลอด” ดีไซเนอร์เล่า “ผมไม่กระโดดขึ้นคอมพิวเตอร์เลยทันที และมักบอกดีไซเนอร์คนอื่นให้ลองทำทุกอย่างด้วยมือ – จะเพนต์ จะวาด อะไรก็ได้ที่จะสื่อไอเดียของคุณออกมา ลองดัดแปลงเครื่องมือ และเดินสำรวจหลายๆ ทิศทาง”
ทุกวันนี้ งานออกแบบฟุตบอลคือจุดตัดของกีฬา แฟชั่น และวัฒนธรรม ซึ่ง Ramberg เห็นการเปลี่ยนแปลงเป็นวัฏจักรมาตลอด “ยุค 90s ทุกอย่างจัดจ้านมาก กราฟิกชัด กล้าเล่น” เขาว่า “แล้วตอนนี้ผู้คนก็หันกลับไปมองยุคนั้นด้วยความโหยหาเต็มๆ”
ในฐานะแฟน Arsenal FC ผลงานของ Ramberg ที่ทำให้ทีมจากลอนดอนเหนือ – ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือบังเอิญ – กลายเป็นหนึ่งในชุดที่น่าจดจำที่สุดของเขา ได้แก่เสื้อแข่งชิ้นไอคอนอย่างเสื้อแข่งลาย Lightning Bolt จากฤดูกาล 1994/95 ที่เขาออกแบบมา “เพื่อแทนภาพคลังอาวุธให้ดูดุดัน มีพลัง และเคลื่อนไหวมากกว่าปืนใหญ่ที่ตั้งนิ่งๆ” ต่อมาในปี 1995 Ramberg ได้ตีความใหม่ให้กับชุดแข่งทีมชาติอิตาลี ก่อนจะทำแบบเดียวกันกับทีมชาติ Nigeria ในปี 1996 ชุดหลังคือเสื้อสีเขียวสดสะดุดตาแบบไม่เกรงใจใคร เปิดตัวหลังจากทีมเพิ่งคว้าแชมป์ Africa Cup of Nations และผ่านเข้ารอบ World Cup ครั้งแรกที่ USA ’94 – และเมื่อมองย้อนกลับไป มันช่วยขับเน้นการประกาศศักดาของทัพ Super Eaglesว่าพวกเขาขึ้นมายืนแถวหน้าบนเวทีฟุตบอลโลกอย่างเต็มตัว
“ผมทำงานในฟุตบอลมาตั้งแต่ยุค 90s ผ่านไป 30 ปี ผู้คนก็ยังจำชุดแข่งที่ผมออกแบบได้อยู่ดี คนรักยุคนั้นมากเพราะความจัดของงานกราฟิก ผมว่าทุกวันนี้หลายคนก็อยากเห็นอะไรแบบนั้นกลับมาอีกครั้ง”
ทุกวันนี้ เมื่อนักฟุตบอลกลายเป็นไอคอนสไตล์และผู้นำรสนิยมทางวัฒนธรรม ชุดแข่งของพวกเขาก็มีชีวิตต่อเนื่องไกลกว่านาทีที่ 90 ในสนาม แต่แม้โลกจะหมุนเร็ว ทั้งในเกมและในวัฒนธรรมรอบตัว หลักการของ Ramberg ก็ยังเหมือนเดิม เขาบอกเราว่าเขา “มักเอนเอียงไปทางดีไซน์ที่จัดหน่อย กราฟิกชัดหน่อย และชนหน้าคนดูหน่อย เพราะยังไงมันก็คือยูนิฟอร์ม” สำหรับ Ramberg แล้ว นักฟุตบอล “ก็เหมือนซูเปอร์ฮีโร่” และเขาย้ำว่า “ชุดของพวกเขาไม่ควรจะน่าเบื่อหรอก จริงไหม?”
ผลงานและปรัชญาการออกแบบของ Ramberg ยังคงส่งอิทธิพลมาถึงวันนี้ – ไม่ใช่เพราะมันวิ่งตามแฟชั่น แต่เพราะมันให้เกียรติฟุตบอลเป็นอันดับแรก
เมื่อศึก 2026 FIFA World Cup กำลังจะเดินทางสู่แดนอเมริกัน มรดกของดีไซเนอร์คนนี้ก็เหมือนจะวนกลับมาครบรอบวง – ย้ำเตือนถึงยุคสมัยที่ชุดแข่งฟุตบอลกลายเป็นถ้อยแถลงทางวัฒนธรรม และบอกเราว่าดีไซน์ที่ดีที่สุด เหมือนกับเกมฟุตบอลเอง นั้นไร้กาลเวลาเสมอ



















