คาด ‘Avatar: Fire and Ash’ เปิดตัวแรง กวาดรายได้เปิดฉาย 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ภาคสามเตรียมเข้าฉายในเดือนหน้า
สรุป
- Avatar: Fire and Ash มีแนวโน้มเปิดตัวในตลาดอเมริกาด้วยตัวเลขแข็งแรง คาดการณ์รายได้เปิดตัวอยู่ที่ราว 100–130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประเมินตัวเลขกึ่งกลางไว้ที่ประมาณ 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ภาพยนตร์ภาคที่สามของ James Cameron มีกำหนดเข้าฉายวันที่ 19 ธันวาคม โดยวางหมากมุ่งยึดพื้นที่บ็อกซ์ออฟฟิศในช่วงเทศกาลวันหยุดอันสำคัญอย่างเต็มตัว
- แม้ตัวเลขเปิดตัวที่คาดการณ์จะต่ำกว่าภาคก่อนเล็กน้อย แต่แฟรนไชส์ Avatar ขึ้นชื่อมาโดยตลอดว่าเป็นหนังที่ “ทำเงินระยะยาว” กวาดรายได้ก้อนโตจากการยืนโรงฉายต่อเนื่องยาวนาน มากกว่าพุ่งแรงแค่สัปดาห์แรก
การที่ James Cameron หวนคืนสู่ Pandora ครั้งนี้สร้างความมั่นใจอย่างล้นหลามให้กับวงการ เพราะภาคสามอย่าง Avatar: Fire and Ash ได้เข้าสู่การเก็บสถิติคาดการณ์รายได้อย่างเป็นทางการ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงศักยภาพในการทำเงินระดับมหาศาลรอบใหม่ โดยมีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 19 ธันวาคม และถูกประเมินว่าจะเปิดตัวในอเมริกาที่ราว 100–130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะนี้ตัวเลขกึ่งกลางคาดไว้ที่ 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะต่ำกว่ารายได้เปิดตัว 134.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐของภาคก่อนหน้าเล็กน้อยAvatar: The Way of Water แต่เมื่อเทียบกับประวัติการทำเงินของแฟรนไชส์แล้ว ตัวเลขนี้ยังถือว่าแรงและแข็งแกร่งเป็นพิเศษ
แฟรนไชส์ Avatar ซีรีส์นี้โดดเด่นในฐานะแฟรนไชส์ “ทำเงินระยะยาว” ที่ความสำเร็จไม่ได้อยู่แค่ตัวเลขสุดโหดในสัปดาห์เปิดตัว แต่คือการยืนโรงเก็บรายได้ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์เป็นเดือน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ที่ขึ้นชื่อว่าโกยรายได้งาม สองภาคแรกที่ทำเงินทั่วโลกไป 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 2.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้พิสูจน์แล้วว่าผู้ชมทั่วโลกยอมซื้อตั๋วเพื่อประสบการณ์ภาพยนตร์ระดับพรีเมียมที่ดื่มด่ำเต็มอารมณ์—โดยเฉพาะระบบ 3D และ IMAX—ซึ่งช่วยต่อยอดรายได้ยาวนานเกินกว่าช่วงกระแสเปิดตัวแรกเริ่ม
Avatar: Fire and Ash เตรียมสานต่อมหากาพย์การเดินทางของตระกูล Sully พร้อมเปิดตัวชนเผ่า Na’vi กลุ่มใหม่ที่ดุดันยิ่งกว่าเดิมในนาม Ash People การคาดการณ์รอบล่าสุดบ่งชี้ชัดว่า แม้จะต้องแย่งชิงพื้นที่กับหนังฟอร์มยักษ์มากมายในช่วงเทศกาล แต่ผลงานใหม่ของ James Cameron เรื่องนี้ก็พร้อมจะขึ้นแท่นหนึ่งในอีเวนต์ภาพยนตร์ระดับโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปี 2025 และมีโอกาสไต่ไปสู่การกวาดรายได้แตะหลักพันล้านดอลลาร์ทั่วโลกอีกครั้ง

















